Sweetest Nightmare [TVXQ Fanfiction] -13-

posted on 25 Jun 2009 18:31 by candyhouse

 

หายไปซะนาน...

ขอโทษนะคะ ; w ;

 

(ลืมกันไปหรือยัง...แอร๊ว...)

 

 

 


Sweetest Nightmare

- 13 -

 YoIro

 

เสียงเพลงบรรเลงเปียโนแว่วหวานคลอไปทั่วโถงห้อง แสงอาทิตย์ยามบ่ายส่องผ่านกระจกใสบานใหญ่ด้านหน้าร้าน กระทบผนังที่ตกแต่งด้วยวอลเปเปอร์ลายดอกไม้สีครีมจางๆ ก่อนบริกรคนหนึ่งจะเดินไปลดม่านลงเพื่อบังแดดไม่ให้รบกวนแขกเหรื่อในร้าน

ท่ามกลางบรรยากาศสบายๆ ล้อมไปด้วยเสียงพูดคุยอย่างสนุกสนานของโต๊ะอื่นที่อยู่รายรอบ ชายหนุ่มค่อยๆ ยกกาแฟตรงหน้าขึ้นจิบอย่างใจเย็น เขาก้มหน้าเล็กน้อยเหมือนกำลังสนใจบทความในหนังสือที่ถืออยู่ ทว่าแท้จริงแล้วดวงตากลับลอบจับจ้องไปยังแผ่นหลังของคนที่นั่งอยู่อีกโต๊ะหนึ่ง

ด้วยโต๊ะที่เลือกนั่งอยู่ในมุมทำให้เขาค่อนข้างจะสังเกตการณ์ได้สะดวก จุนซูวางแก้วกาแฟกระเบื้องลงอย่างเบามือ เอนตัวเล็กน้อยเพื่อคลายความเมื่อยล้า...เขานั่งอยู่อย่างนี้มาเป็นชั่วโมงแล้ว ที่รู้สึกเหนื่อยคงเป็นเพราะค่อนข้างจะตึงเครียดเสียมากกว่า

แปลกจริงๆ...เขาคิดแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว

คนที่เขากำลังแอบตามอยู่ยังคงนั่งเฉยไม่สนใจใครและไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษ กว่าชั่วโมงที่ผ่านมาเขาเห็นแค่ว่าฝ่ายนั้นเอาแต่ก้มหน้าอ่านหนังสืออะไรสักอย่างเท่านั้น แม้จะมีบางครั้งที่เงยหน้าขึ้นมาแล้วหันมองออกไปด้านนอกร้านแต่ก็ถือว่าน้อยมาก อีกทั้งยังไม่มีการติดต่อจากใคร และเจ้าตัวก็ไม่มีท่าทีว่าติดต่อออกไปไหนด้วยเช่นกัน

จุนซูชักไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ทำในวันนี้จะเป็นแค่การเสียเวลาไปเปล่าๆ หรือไม่ เพราะดูแล้วชิม ชางมินที่เขากำลังมองอยู่ตอนนี้อาจจะแค่ออกมานั่งพักผ่อนหย่อนใจเฉยๆ เท่านั้นก็ได้...ถึงจะคิดอย่างนั้น แต่เขาไม่มีสิทธิ์คิดหรือตัดสินใจอะไรเอาเองทั้งสิ้น เพราะที่มานั่งอยู่ตรงนี้ก็ด้วยคำสั่งของแจจุง ดังนั้นถ้าไม่มีการเปลี่ยนหรือสั่งอะไรเพิ่มเติมเขาก็ไม่ควรจะล้มเลิกหรือฝ่าฝืนส่งเดช

ก่อนหน้านี้เขาก็ถูกสั่งให้ไปตามเรื่องถึงอเมริกา ที่ที่น่าจะมีข่าวคราวหรือเบาะแสของอีกฝ่ายมากที่สุด...จุนซูรู้สึกไม่ต่างอะไรจากแจจุงนักว่าชางมินมีอะไรบางอย่างไม่ชอบมาพากล แต่แม้ไปถึงที่นั่นแล้วก็ยังค้นไม่พบจนไม่รู้ว่าไม่มีอะไรจริงๆ หรือกลบได้แนบเนียนมากกันแน่...

หากประเมินด้วยสายตา...จุนซูบอกได้ว่าชางมินมีบุคลิกลักษณะที่ดูดีและโดดเด่น กิริยามารยาทดี สุภาพ ทั้งยังดูน่าเชื่อถือ เวลาพูดคุยหรือเจรจาอะไรก็ดูมีความมั่นใจ หนักแน่น ดูก็รู้ว่ามีประสบการณ์อยู่ในแวดวงธุรกิจมาพอสมควร ข่าวต่างๆ เกี่ยวกับความสำเร็จของชางมินก็คงไม่ใช่เรื่องแต่ง และด้วยอายุของอีกฝ่ายที่น้อยกว่าเขาด้วยแล้วถือว่าหนทางยังอีกยาวไกล

...แต่ก็เพราะอย่างนั้นถึงได้ยิ่งแปลก...

ทำไมถึงเลือกลงทุนในบริษัทออแกไนซ์ท่ามกลางเศรษฐกิจแบบนี้? ทำไมถึงต้องเป็นบริษัทของยุนโฮ? ทำไมถึงได้ดูเป็นพ่อพระแสนดีกับยุนโฮเสียเหลือเกิน?...ยิ่งถ้าคิดว่าหากตัวยุนโฮไม่ได้มีอะไรน่าสนใจหรือคุ้มค่ากับการลงทุนแล้วก็ยิ่งชวนให้คิดได้อีกอย่างว่าชางมินไม่ได้มีเป้าหมายที่ตัวยุนโฮหรอก...แต่น่าจะเป็นอะไรสักอย่างที่ยุนโฮจะสามารถเป็นสะพานได้

พอคิดถึงตรงนี้...แม้จะเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่ได้เปิดเผยอะไรมาก โดยเฉพาะเรื่องของยุนอา แต่ก็เหมือนจะมีลูกศรชี้มาที่แจจุงทันที

ถึงอย่างนั้นก็ไม่แปลก...แจจุงเป็นนักธุรกิจอันดับต้นๆ ของเกาหลีตอนนี้ ถ้าเป็นนักธุรกิจด้วยกันใครบ้างจะไม่อยากหาโอกาสพูดคุยทำความรู้จัก ยิ่งชางมินที่เพิ่งจะหันมาเล็งตลาดในเกาหลีด้วยแล้ว ถ้าเข้าใกล้แจจุงได้ก็เหมือนกรุยทางไปได้กว่าครึ่ง...อย่างไรก็ตาม ความจริงอันนี้ก็เป็นเรื่องปกติที่แจจุงรู้ตัวดีอยู่แล้ว ทั้งยังเจอมาบ่อยจนไม่มีท่าทีจะใส่ใจเสียด้วยซ้ำ ยกเว้นจะเห็นว่ามีประโยชน์จริงๆ เท่านั้นจึงจะตอบสนอง

เมื่อเป็นอย่างนั้น...การที่แจจุงไม่สนใจจะสานสัมพันธ์ทางธุรกิจกับชางมิน แต่กลับมีท่าทีสนใจถึงขนาดนี้ ก็กลายเป็นเรื่องแปลกอีกเรื่องหนึ่งไปด้วย

จุนซูได้แต่นึกสงสัย ว่าเขากำลังอยู่ท่ามกลางอะไรกันแน่...แม้จะยังคาดเดาไม่ได้ แต่สัญชาตญาณเหมือนจะร้องบอกตลอดเวลาว่าเรื่องคราวนี้ต้องมีอะไรสักอย่างเหนือความคาดหมาย

และแล้วโทรศัพท์เครื่องจ้อยที่ชางมินวางไว้บนโต๊ะก็สั่นขึ้นมา จุนซูหยุดเรื่องต่างๆ ที่คิดอยู่พร้อมทั้งตั้งใจสังเกตการณ์ ห่างกันไม่ถึงสองเมตรแต่โชคร้ายที่อีกฝ่ายไม่ใช่คนคุยโทรศัพท์เสียงดังสักเท่าไร เขาพยายามเงี่ยหูฟังแต่ก็ไม่ค่อยได้อะไรมาก ยังดีที่พอจับความได้ว่าชางมินมีนัดกับใครบางคนคืนนี้

จะเป็นยุนโฮหรือเปล่า...?

จุนซูเดาอยู่ในใจ ในเกาหลีนี้ตั้งแต่ตามชางมินมาเขาก็ไม่เห็นว่าจะติดต่อกับใครเป็นพิเศษ ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่ค่อยได้ทำอะไรน่าสนใจเสียด้วยซ้ำ เรียกว่าการใช้ชีวิตของชางมินที่นี่ นอกจากเรื่องที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับยุนโฮแล้วก็ไม่มีอะไรสะดุดตาเลย

ชางมินวางสาย ไม่ได้วางโทรศัพท์ลงที่เดิมแต่ดูเหมือนจะเก็บใส่กระเป๋าเสื้อไป จุนซูรู้ได้ทันทีว่าถึงเวลาที่อีกฝ่ายจะย้ายที่แล้ว ขณะที่ชายหนุ่มอายุน้อยกว่ายกมือเรียกบริกรให้มาเก็บเงินอย่างที่คาด เขาก็ถอนสายตาแล้วก้มหน้าลงทำท่าเหมือนอ่านหนังสือต่อพลางยกกาแฟขึ้นจิบเหมือนไม่เคยสนใจหรือแอบมองมาก่อน

หลังจากจัดการจ่ายเงินเสร็จเรียบร้อยแล้ว ร่างสูงก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ ใช้มือจัดสูทลวกๆ แล้วก็ออกเดิน จุนซูคอยดูโดยอาศัยแค่ภาพที่ติดเข้ามาในกรอบสายตา รอจนแน่ใจว่าชางมินหันหลังแล้วเขาก็เงยหน้าขึ้นมองตาม แต่เมื่อถึงหน้าประตู การกระทำของฝ่ายนั้นทำเอาเขาแทบสะดุ้ง...

ชางมินหยุดอยู่ตรงนั้น...มือทาบอยู่บนประตู แต่ใบหน้าคมกลับหันมาทางเขา แม้แค่เพียงเสี้ยวเดียว แต่ดวงตาที่เขาเห็นเหลือบมองมาทางนี้...บริเวณที่ไม่มีใครอื่นนอกจากตัวเขาแล้ว ไม่ผิดแน่

จุนซูตัวชาไปวูบหนึ่ง...จะบอกว่าชางมินรู้ตัวแล้วอย่างนั้นหรือ...

เพียงอึดใจเดียวที่เหมือนเวลาถูกหยุดนั้น ทุกอย่างก็กลับมาดำเนินต่อเมื่อชายหนุ่มผลักประตูเดินออกไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น จุนซูเองก็เพิ่งจะรู้ตัวว่าเขาถึงขั้นหยุดหายใจไปเพราะความตกใจ ทว่ายังไม่ทันได้คิดว่าชางมินเห็นเขาจริงหรือเปล่า แค่บังเอิญหรือว่ารู้ตัวอยู่แล้ว และเขาควรจะทำอย่างไรต่อไป ก็ถึงคราวโทรศัพท์มือถือของเขาดังขึ้นบ้าง

"ครับคุณแจจุง..." จุนซูอดคิดไม่ได้ว่าจังหวะช่างลงตัวพอดิบพอดีเสียจนน่ากลัว

"ครับ...ไม่ครับ เหมือนเดิมครับ เขาไม่ได้ทำอะไรหรือติดต่อกับใครเป็นพิเศษเลย ตอนนี้ดูเหมือนจะกำลังเดินทางกลับที่พัก..." เขาโกหก

"ครับ เข้าใจแล้วครับ" หลังจากตอบรับเป็นครั้งสุดท้ายและวางสาย จุนซูก็นั่งนิ่งตกอยู่ในภวังค์ความคิด...แจจุงสั่งให้เขาเข้าไปหา ไม่รู้ว่าจะสั่งงานอะไรเพิ่มเติมอีกหรือเปล่า แต่หากเทียบกับเวลานัดหมายเขาก็ยังพอเหลือเวลาอยู่อีกสองสามชั่วโมง

ดวงตาสีเข้มมองไปยังประตูบานเดิมอีกครั้ง ความรู้สึกที่เกิดจากสายตาน่ากังขานั้นยังคงอยู่อย่างชัดเจน เขาติดใจสงสัยมากจนรู้สึกลังเลสับสน...

...ฉันควรจะตามนายไปหรือเปล่า? ชิม ชางมิน...

 

* * * * *

 

ท้องฟ้าเริ่มรอนแสงแล้ว...ชายหนุ่มเพิ่งวางสายจากการติดต่อเจรจาเรื่องพรีเซ็นเตอร์ของงาน ต่อรองกันอยู่นานกว่าจะลงตัว จะไม่ทำเองก็ไม่ได้เพราะเป็นงานเร่ง ไม่มีเวลาจะมายื้อหรือยื่นข้อเสนออย่างเป็นทางการด้วยซ้ำ โชคยังดีที่เขาพอจะรู้จักกับคนนู้นคนนี้อยู่บ้าง

ยุนโฮเอนกายพิงพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยล้า เขาหันมองออกไปด้านนอก แนวก้อนเมฆที่สะท้อนแสงแดดสีส้มอ่อนแรงเหมือนจะบอกว่าได้เวลาพักผ่อนแล้วยิ่งทำให้ไม่อยากจะทำอะไรต่อ

สิ่งที่เขามองถัดมาก็คือโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะ...อยากโทรหาชางมิน ยุนโฮรู้สึกอย่างนั้น...ในเวลาแบบนี้ คำพูดของอีกฝ่ายที่บอกว่ามีอะไรให้เรียกได้เสมอทำให้เขารู้สึกเหมือนเป็นเด็กๆ...หากโทรไป ตัวเขาที่กำลังเหน็ดเหนื่อยและไม่สบายใจก็คงจะพูดแต่เรื่องไม่เป็นเรื่อง ไร้สาระ และรบกวนเวลาฝ่ายนั้นเอาเปล่าๆ ชางมินเองก็คงมีธุระอื่นให้จัดการ ไม่อย่างนั้นก็คงจะติดต่อมาบ้างแล้ว...แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น นั่นก็เป็นเพียงความพยายามที่จะมองโลกในแง่ดีของเขา

ลึกๆ ในใจแล้วยุนโฮกังวล อะไรบางอย่างทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังโดนชางมินโกรธ...เขารู้ว่าอาจจะคิดมากไปเองหรือไม่ก็เพราะยังร้อนตัวจากเรื่องที่รับงานซ้อนนี่ไม่หาย...จะว่าไปแล้ว นั่นก็เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้เขารีรอไม่กล้าเป็นฝ่ายโทรไปก่อน...

อย่างน้อย...สักครั้งหนึ่ง...เขาก็อยากให้ชางมินเป็นฝ่ายโทรมา ให้รู้หรือพอจับได้บ้างว่าไม่ได้ไม่พอใจอะไรแล้ว หรือถ้ายังขัดเคืองใจอยู่ยุนโฮก็อยากจะคุยดู เขารู้ว่าไม่ง่าย...แต่ถ้าพอจะทำอะไรให้หายอึดอัดได้เขาก็อยากทำ...

พอเริ่มคิดแบบนี้แล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นในห้องน้ำที่ร้านอาหารเมื่อวันก่อนก็ทำให้รู้สึกกระดากอายอยู่ในใจ...เขาอาจจะความรู้สึกไม่ไวมาก แต่ก็ไม่ได้ช้าจนตามอะไรไม่ทัน เขารู้ว่าชางมินอารมณ์ดีขึ้นหลังจากได้ทำแบบนั้น...แต่ได้โปรดเถอะ...ณ เวลานี้ อย่าบีบบังคับยื่นข้อเสนออย่างนั้นให้เขาอ้อมๆ เลย ถ้าจะต้องตัดใจยอมจริงๆ เขาก็อยากให้มันเป็นทางเลือกสุดท้าย...

ยุนโฮหันมองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง ใจนึกขอให้มันเป็นแค่ความฟุ้งซ่านของตัวเอง และชางมินก็แค่ติดธุระเท่านั้น...

หากถามอะไรก็ได้และจะได้คำตอบที่จริงแท้แล้วล่ะก็...ตอนนี้เขาก็อยากรู้ ว่าจะสามารถเชื่อใจชางมินได้จริงๆ ใช่ไหม...

ชายหนุ่มถอนหายใจ  ฟ้ากำลังมืดลงทุกที...พรุ่งนี้ยังมีงานของชางมินรออยู่อีก วันนี้ถ้าโชคดีก็คงจะได้นอนสักสองสามชั่วโมง...

 

* * * * *

 

ท่ามกลางแสงสลัวจากโคมไฟที่ตั้งไว้บนโต๊ะข้างหัวเตียง ปาร์ค ยูชอนเปิดประตูเดินเข้าไปในห้องนอนกว้าง เขายืนมองฝ่ายเจ้าของห้องที่มีสีหน้าเหมือนกำลังหงุดหงิดไม่พอใจแม้จะยังนอนหลับตาอยู่อึดใจหนึ่งก่อนวางบางอย่างลงอย่างเบามือ

"วางยาไว้ตรงนี้นะ จะเอาอะไรอีกไหม?"

แจจุงไม่ตอบ แต่ยกมือขึ้นโบกไล่เขาด้วยท่าทางรำคาญใจ ยูชอนมองอีกฝ่ายด้วยแววตาและสีหน้าเรียบเฉยแล้วกลับออกมาจากห้องนั้นโดยไม่ตอบอะไรเลยเช่นกัน

จริงอยู่ ท่าทีของแจจุงนั้นเย็นชา แต่สำหรับเขาแล้วมันไม่เคยเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจ นอกจากเรื่องทางกายที่มีต่อกันแล้ว ต่อให้แจจุงจะทำอะไรเขาก็ไม่มีความรู้สึกใดเป็นพิเศษ

ยิ่งกว่าคำว่าชินชา...บางทีเขาอาจจะชอบให้เป็นแบบนี้มากกว่าก็ได้ เขาไม่สนว่าแจจุงจะร้ายแค่ไหน หรือทำอะไรกับใคร ตราบใดที่ยังสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างสุขสบายอย่างนี้ก็ไม่มีอะไรให้ปาร์ค ยูชอนต้องรู้สึกเดือดร้อน

ชายหนุ่มเดินออกจากคฤหาสน์หลังงาม รับกุญแจจากคนดูแลรถแล้วกดรีโมตปลดล็อคประตูรถสปอร์ตสีดำก่อนก้าวขึ้นไปด้วยท่าทางเคยชิน เสียงเพลงดังขึ้นพร้อมๆ กับที่รถคันงามออกตัวแล่นตรงไปที่ประตูหน้า เขาขับต่อออกมา ทิวทัศน์ข้างหน้าตกอยู่ในความมืด แสงไฟอ่อนแรงจากข้างทางไม่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมากนัก แม้ไม่ถึงกับเป็นถนนส่วนตัว แต่ก็ไม่ค่อยมีรถผ่านเข้าออก อีกพักหนึ่งจึงจะออกถึงถนนใหญ่ แต่แล้วก็มีเรื่องน่าแปลกใจเกิดขึ้น...

ยูชอนมองไฟสีเหลืองคู่หนึ่งที่กำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้...หลังจากตรงนี้ไปก็มีแต่คฤหาสน์ที่เขาเพิ่งเดินทางจากมาเท่านั้น...ใครกันที่มาในเวลาแบบนี้...

แสงจากไฟข้างถนนที่เคยคิดว่าไม่มีประโยชน์กลับมีผลขึ้นมาบ้าง วินาทีที่เห็นว่าเป็นรถสีบรอนซ์เงิน สมองก็ประมวลผลออกมาได้ชื่อเดียว แต่เพราะเป็นแบบนั้น ยูชอนยิ่งประหลาดใจเข้าไปอีก...เขากดแตรแทนการทักทายพร้อมทั้งชะลอรถ สิ่งที่ทำให้รู้ว่าฝ่ายนั้นไม่ปฏิเสธไมตรีของเขาก็คือรถที่แล่นช้าลงจนเทียบเข้ามาใกล้ ถึงขนาดนี้ต่อให้ไม่เห็นทะเบียนรถก็มั่นใจได้ว่าถูกตัวแน่

มือกดลดกระจกลง ขณะเดียวกันฝ่ายนั้นก็กำลังทำแบบเดียวกัน เขาเอียงคอมองอีกฝ่าย รอ แล้วก็ยิ้มให้ “ไง จุนซู”

“สวัสดีครับคุณยูชอน...” เจ้าของชื่อนั้นพยายามยิ้มตอบ ดูก็รู้ว่าค่อนข้างฝืน...แต่ก็นั่นแหละ ถ้ามีเรื่องของแจจุงมาเอี่ยวด้วยเมื่อไร เขาก็เห็นจุนซูเคยแต่ยิ้มแกนๆ แบบนี้

“แจจุงเรียกมาซะดึกดื่นเลยนะ ธุระด่วนเหรอ?” เขาถามไป ไม่ได้ต้องการคำตอบ รู้ว่าอย่างไรก็ไม่ได้อยู่แล้ว เพราะปกติแจจุงจะไม่เรียกจุนซูเข้ามาหาถึงคฤหาสน์ อย่างมากก็ห้องทำงาน แต่วันนี้ไม่ว่าจะสถานที่หรือเวลา ล้วนแต่น่าสนใจด้วยกันทั้งนั้น

“ครับ” จุนซูตอบแค่คำเดียว ไม่ผิดจากที่คาด บางทีอาจจะกำลังเตรียมกลบเกลื่อนเผื่อเขาถามซอกแซกอีกด้วย แต่ก็อย่างที่นึกอยู่ก่อนหน้า...เขารู้ว่าถามไปก็คงไม่ได้สิ่งที่ต้องการ อีกทั้งสถานการณ์ก็ไม่ค่อยเอื้ออำนวย

“โชคดีนะ ฉันมีนัดสำคัญพอดี น่าเสียดายที่คงอยู่เป็นเพื่อนไม่ได้” เขาหัวเราะในคอก่อนเอื้อมออกไปอย่างไม่ให้อีกฝ่ายตั้งตัว ฝ่ามือทาบลงบนผิวแก้มนั้นเบาๆ ปลายนิ้วหัวแม่มือเกลี่ยไล้ใต้ดวงตาข้างหนึ่ง

“อะไรเปื้อนก็ไม่รู้แน่ะ” ยูชอนยิ้มอีกครั้ง เมื่อดึงมือกลับมาแล้ว กระจกก็ค่อยๆ เลื่อนขึ้น เขาจ้องมองคนที่ยังแสดงอาการอ้ำอึ้งให้เห็นจนกระทั่งหน้าต่างนั้นปิดสนิท

ใบหน้านั้นมีอะไรเปื้อนอยู่หรือเปล่าน่ะหรือ?...ไม่เลย...ก็แค่อยากจะหยอกเล่นดูแค่นั้น

รถสีดำสนิทสวยสะดุดตาคันนั้นแล่นสวนจากไปแล้ว...จุนซูยังคงนิ่ง ก่อนดวงตาจะเหลือบไปที่กระจกมองหลัง เขามองดวงไฟสีแดงที่ค่อยๆ เล็กลงจนเลือนหายไปในที่สุด มือยกขึ้น แตะปลายนิ้วลงบนบริเวณเดียวกับที่ถูกสัมผัส ได้แต่ยอมรับกับตัวเองอยู่ในใจ...

ว่าเรื่องน่ายินดีอย่างเดียวในการมาเหยียบคฤหาสน์หลังนั้นของเขาเพิ่งลับสายตาไปนี่เอง... 

 

To be con...

 

ขอบคุณคุณ pattybluet, ZeNsE .dAyZ และพุดซ้อนมาก

(คุณ pattybluet อุตส่าห์แวะมาทักทายด้วย ขอบคุณแล้วก็ขอโทษนะคะ ฮือๆ)