Sweetest Nightmare [TVXQ Fanfiction] -1-
posted on 03 Apr 2009 19:09 by candyhouse in YoIro
Sweetest Nightmare
- 1 -
YoIro
วันนี้ท้องฟ้ามืดครึ้ม และฝนก็ยังตกไม่ยอมหยุดตั้งแต่เช้า ดวงตาสีน้ำตาลของชายหนุ่มมองผ่านกระจกที่จับฝ้า เลยออกไปยังลานด้านนอก ที่ที่หยดน้ำตกกระทบและแหลกเป็นหยดเล็กหยดน้อย ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกลืนเป็นหนึ่งเดียวลับหายไป
อาจจะเหมือนกับความตายก็ได้...น้องสาวที่เขาแสนรักไม่ได้หายไปไหน แต่เช่นเดียวกับหยาดน้ำฝน เธอก็แค่กลับคืนไปสู่ที่ที่เธอเคยอยู่ ตัวเขาเองก็เหมือนกัน สักวันก็จะตามไปพบเธอ
แต่วินาทีก่อนที่เธอจะหลับไปตลอดกาลนั้น เขาได้แต่หวั่นเกรง...ว่าเธออาจจะไม่ได้หลับฝันดีอย่างที่เขาคาดหวัง มือน้อยๆ ที่ขาวซีดและแสนบอบบางจับมือของเขาตอบอย่างแผ่วเบา ทว่าดวงตามองเลยออกไป แม้กระนั้นเธอก็ยังพยายามยิ้มอำลาให้เป็นครั้งสุดท้าย
จอง ยุนโฮเคลื่อนสายตากลับมาจากลานหินที่เจิ่งนองไปด้วยหยดน้ำ มองออกไปข้างหน้า แต่ที่สุดปลายหางตา เขายังสามารถมองเห็นใครอีกคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ได้
ยังจะมีหน้ามาทำเหมือนเศร้าเสียเต็มประดาได้อีกหรือคิม แจจุง...คนที่ทำให้น้องสาวของฉันต้องทุกข์ทรมานจนถึงวินาทีสุดท้ายไม่มีสิทธิ์ที่จะทำเหมือนกำลังสำนึกผิดอย่างนั้นหรอก เพราะฉันรู้ว่านายไม่...
ราวกับรู้ว่าเขากำลังประณามหยามเหยียดอยู่ในใจ แต่คงเป็นนิสัยของอีกฝ่ายที่ไม่ใช่คนประเภทที่จะแก้ตัวทั้งที่ไม่ได้รู้สึกรู้สาสำนึกผิดบาป ดังนั้นอย่าได้หวังถึงกิริยาสำรวม เขามันก็บ้าที่จนป่านนี้ก็ยังคาดไม่ถึงอยู่อีก ทั้งที่เห็นอยู่ว่าฝ่ายนั้นพาใครมาด้วย
เสียงกระซิบกระซาบดังอยู่ข้างๆ ชักจะถี่ขึ้นและดังขึ้น ถ้ามันเป็นเนื้อเสียงเดียวกับที่เขาได้ยินจากญาติมิตรคนอื่นๆ คงจะไม่หงุดหงิดอย่างนี้ แต่เพราะมันเป็นเสียงหัวร่อต่อกระซิกน่าสะอิดสะเอียนต่างหาก ยุนโฮอยากจะลุกขึ้นด่าประจานแล้วไล่ต้นเหตุออกไปให้พ้นๆ งานเต็มแก่ ไม่อย่างนั้นใครก็ได้ช่วยบอกเขาทีว่านรกมีจริง และคนอย่างนี้แหละที่สมควรจะรับโทษทัณฑ์อยู่ในนั้นชั่วกัปชั่วกัลป์ น้องสาวของเขายังเจ็บปวดไม่พอหรือ ถึงยังต้องทนต่อพฤติกรรมอย่างนี้แม้แต่ตอนที่ไม่เหลือน้ำตาจะให้เสียอีกแล้ว
ยุนโฮพยายามหลับตาและข่มโทสะของตนเองเอาไว้อย่างเต็มความสามารถ แต่มากเกินไปจนลืมเสียสนิทว่าเขาต้องขึ้นกล่าวไว้อาลัยแก่น้องสาว เมื่อถึงเวลา ใครบางคนจึงสะกิดเรียก
“เศร้าจนทำใจกล่าวไว้อาลัยไม่ออกหรือไง? ถ้าใช่ก็หันไปบอกแขกเหรื่อซะหน่อยสิ จะได้ไม่ต้องนั่งรอกันให้เสียเวลา” เสียงนั้นทั้งเย็นและชืดชา ติดจะเหมือนเยาะหยันเสียด้วยซ้ำ
ต่างฝ่ายต่างก็หันหน้าแค่พอให้เห็นกันได้ด้วยหางตา ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนมีอะไรกำลังเดือดพล่านอยู่ในหัว เขาได้แต่ถามตัวเองว่าทำไมถึงต้องอดทนกับเรื่องอย่างนี้ แล้วก็ได้แต่นึกโกรธ ว่าเป็นเพราะเจ้าคนสันดานเสียนี่คือผู้ชายที่น้องสาวของเขารักจนหมดใจ
ยุนโฮลุกพรวดพราดตรงไปยังแท่นที่ทางโบสถ์จัดให้ด้วยความเจ็บแค้น พยายามสงบจิตใจ เพื่อกล่าวคำอำลาครอบครัวเพียงหนึ่งเดียวที่เขามีและเพิ่งจะสูญเสียไปให้ดีที่สุดก่อนจะต้องนึกสาปแช่งตำแหน่งที่ตนยืนเมื่อเพียงแค่เงยหน้าขึ้น เขาก็สบตากับชายหนุ่มหน้าสวยคนนั้นได้ไม่ยาก ยุนโฮเบนสายตาหนีไปทางอื่น บังคับตัวเองให้มองแขกอีกไม่กี่คนที่มาร่วมงาน
“ตลอดเวลาที่ผ่านมา เราสองพี่น้องผ่านทั้งความทุกข์และความสุขมาด้วยกัน ผมมียุนอาคอยดูแลและอยู่เคียงข้างเสมอ แม้ร่างกายจะอ่อนแอ แต่ยุนอาก็เป็นเด็กที่เข้มแข็ง ร่าเริงแจ่มใส และอ่อนโยน ดังนั้นในวันนี้ ผม...” คำพูดสะดุดเมื่อความเคลื่อนไหวบางอย่างจากคนที่เขาจงใจเมินทำให้ต้องกลับไปมอง ฝั่งที่นั่งของเขายังคงเว้นว่างไว้เหมือนเดิม แต่อีกฝั่งดูเหมือนจะไม่เป็นอย่างนั้น ใครอีกคนที่คิม แจจุงพามาเริ่มขยับเนื้อขยับตัว ณ วินาทีนี้ ด้วยสายสัมพันธ์ที่เขาพอจะตระหนักรู้อยู่ ทำให้คิดเป็นอื่นไม่ได้นอกจากเรื่องบัดสีทั้งหลายแหล่ที่คอยทิ่มแทงหัวใจอันเปราะบางของน้องสาวของเขาจนต้องตรอมใจตายไป
“ผม...จึงเชื่อว่าเธอจะหลับฝันดี...และตอนนี้ หากเธออยู่บนสวรรค์...” เขาเห็นมือที่วางแนบไปบนต้นขาแล้วลากไล้หยอกเย้ากันได้อย่างไม่ละอายแก่ใจนั้นพลางกัดฟันกรอด “หรือต่อให้เป็นที่ไหน...ยุนอา...พี่ก็เชื่อ ว่าเธอก็จะต้องได้รับความรักอย่างเต็มเปี่ยม เหมือนกับที่เธอได้รับมาชั่วชีวิต...”
ยุนโฮอดโล่งใจไม่ได้ที่อย่างน้อยเขาก็พูดทั้งหมดที่ตั้งใจไว้จนจบได้ด้วยดี แม้ความโกรธและความไม่พอใจมีแต่จะก่อตัวสูงขึ้นจนแทบมองไม่เห็นปลายยอด ต้องมาประคองของแบบนี้เพื่อคนที่ไม่สมควรได้รับ มันยิ่งกว่าคำว่าเจ็บใจเสียอีก
ต่อจากเขาก็เป็นคราวของแจจุง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นคำพูดแบบไหน เขาก็ไม่อยากจะฟัง ถึงไม่ต้องยกมือขึ้นปิดหู...เขาก็ไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น...
ถัดมาก็เป็นพิธีฝัง เขาได้มองหน้าน้องเป็นครั้งสุดท้ายก่อนโลงไม้จะถูกปิดผนึกไปตลอดกาล ฝนยังไม่ยอมหยุดตก ร่มสีดำถูกกางออก ผู้คนในชุดสีเดียวกันนั้น แม้ไม่มาก แต่ใต้ฟ้าสีเทาครึ้ม บนพื้นหญ้าที่ชื้นแฉะ ท่ามกลางม่านหมอกจางๆ และไอที่หนาวเย็นก็ทำให้ภาพที่เห็นเหมือนถูกวางทาบด้วยกระจกมัวๆ
วูบหนึ่งเขาคิดว่าจะร้องไห้ออกมาเสียแล้ว ถ้าไม่เพราะเหลือบไปเห็นสองร่างใต้ร่มคันเดียวกันกำลังยิ้มเล่นกระซิบหยอกล้ออย่างไร้มารยาทและขาดความละอายเสียก่อน
พอกันที...ความอดทนของเขาขาดสะบั้นลง ยุนโฮก้าวฉับๆ เข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าคนคู่นั้น เขาจ้องลึกลงไปในดวงตาสีน้ำตาลคู่สวย โกรธขึ้งจนไม่สามารถระงับได้
“ถ้าจะมาทำพฤติกรรมอย่างนี้...ก็กลับไปซะ”
ยังหรอก...เขารู้ว่าแค่นี้ยังไม่เพียงพอและยังไม่สาสม
“ฉันสะอิดสะเอียนเต็มที...”
ชั่วขณะหนึ่งเขารู้สึกเหมือนเห็นร่องรอยของความตกใจจากฝ่ายตรงข้าม แต่ยังไม่ทันจะได้ยืนยันหรือมองให้แน่ใจ คำพูดที่เหมือนจะตอกหน้าว่าเขาเพ้อเจ้อหลอกตัวเองก็ลอดริมฝีปากนั้นออกมา
“ก็รอให้คุณชายอนุญาตมาตั้งนานแล้ว” แจจุงแย้มยิ้มยั่วโมโหก่อนหันไปหาคนที่ยืนอยู่ข้างๆ “กลับกันดีกว่ายูชอน ที่แบบนี้อยู่ต่อไปก็เสียเวลาเปล่า ปล่อยให้เป็นธุระของคุณพี่ชายผู้เปี่ยมไปด้วยความรักอยู่อำลาน้องสาวไปเถอะ ยังไงก็น่าจะเกินพออยู่แล้ว”
ตายังคงจ้องตา ต่างฝ่ายต่างไม่คิดยอมแพ้ ยุนโฮกำมือจนแน่น ทั้งที่กำลังจ้องมองแก้วสีน้ำตาลกระจ่างที่สะท้อนเงาของเขาคู่นั้นตอบเพื่อหาความแตกต่างที่น่าจะมีอยู่ เพื่อนึกเทียบกับครั้งแรกที่เขาได้เห็นมัน แต่ก็กลับไม่พบอะไรแม้สักนิด...บางทีเขาคงไม่มีพรสวรรค์ด้านนี้มากพอ เขามั่นใจว่าไม่มีทางที่จะไม่มี ‘ความเปลี่ยนแปลง’ ใดๆ ในดวงตาคู่นี้ได้ ในเมื่อเขายังจำวินาทีนั้น ในสวนบ้านหลังใหม่ของพวกเขาได้
‘พี่ยุนโฮ พี่ยุนโฮ’ ร่างเล็กกระจ้อยร่อยของน้องสาวออกวิ่งนำ นิ้วน้อยๆ ชี้ออกไปด้านหน้า ‘ดูสิ ตรงนั้นมีบ่อน้ำด้วยล่ะ’
เขามองออกไปก็เห็นบ่อน้ำที่ว่า ทั้งเก่าและดูน่าขนลุกอย่างน่าประหลาด ยุนโฮพยายามจะเตือนน้องแต่ก็ไม่ทัน เธอวิ่งไปถึงก่อนแล้วเงียบไปดื้อๆ
‘เป็นอะไรน่ะยุนอา? ทำไมจู่ๆ ถึงเงียบ..’ เขาเอ่ยคำถามไม่จบ และไม่จำเป็นต้องรอคำตอบ บริเวณมุมอับที่ถูกบังไว้ด้วยต้นไม้ที่ขึ้นจนรก มีเด็กชายอีกคนยืนอยู่
มันน่าขำที่ว่า...ด้วยแสงแดดอ่อนๆ หลังเมฆฝนเพิ่งพัดผ่านไป ตกกระทบลงบนร่างของเด็กแปลกหน้าคนนั้น ผิวขาวจึงสะท้อนเป็นรัศมีจางๆ ผมสีเข้มยิ่งขับให้มันดูกระจ่างมากขึ้น รวมกับใบหน้าที่ดึงดูดสายตา ตัวเขาในตอนนั้น คิดไปเสียแล้วว่าอีกฝ่ายไม่ใช่มนุษย์
ริมฝีปากสีสดเม้มแน่นเหมือนกำลังรู้สึกขัดใจ ดวงตาที่จ้องมองเขากลับมา ทั้งหวาดระแวงและไม่เป็นมิตร...แต่ไม่มีเศษเสี้ยวใดที่ให้ความรู้สึกหยิ่งผยองหรือจองหองร้ายกาจอย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้...
‘ออกไป...เดี๋ยวนี้นะ...’
เสียงสั่นๆ และเย็นเฉียบจากร่างอันบอบบางที่ยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางใบไม้สีเขียวตัดผ่านสายฝน ฟังเหมือนกับเป็นเสียงของภูตพราย แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากฝนซาไปแล้ว ชายหนุ่มจึงผิดสังเกตและรู้สึกตัว ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้น
เขานอนมองเพดานสูงซึ่งแสงจากโคมไฟที่เปิดทิ้งไว้แทบฉายไปไม่ถึงอยู่เงียบๆ อีกพักใหญ่ก่อนจะยันตัวขึ้นนั่งแล้วพิงไปบนพนักยาวของโซฟานุ่มบุไหมอันแสนหรูหรา ตามองออกไปด้านนอก ทั้งเห็นและได้ยินเสียงฝนที่เทกระหน่ำราวกับฟ้ารั่ว
ยุนโฮพลิกดูเวลาจากนาฬิกาข้อมือ เกือบเที่ยงคืนแล้ว...เขาลุกขึ้นเดินกลับไปหากระเป๋าที่เขาเปิดทิ้งไว้บนเตียงกับเสื้อผ้าอีกกองหนึ่งที่วางพาดไว้ก่อนจะเริ่มดึงไม้แขวนเสื้อออกแล้วพับเรียงลงไปทีละตัว
หลังกลับจากพิธีศพของน้องสาว เขาก็เริ่มเก็บของลงกระเป๋าทันที เพียงแต่ความอ่อนล้าทำให้เลือกที่จะนั่งพักบนโซฟาสักนิดหนึ่งก่อน และคงเพราะเหนื่อยมากจริงๆ เขาถึงได้เผลอหลับไปแทน
มือของชายหนุ่มพับเสื้อตัวสุดท้าย วางลงแล้วก็ปิดกระเป๋าด้วยท่าทางใจเย็น...เมื่อยุนอาจากไปแล้วก็ไม่มีเหตุผลอะไรให้เขาต้องอยู่ที่นี่อีก ยิ่งบวกเข้ากับความอึดอัดที่ต้องอยู่ร่วมกับแจจุงแล้ว เขายิ่งมั่นใจว่าออกไปเร็วได้เท่าไรก็ยิ่งดี
เมื่อไม่มีอะไรให้ต้องลังเลแล้ว เขาก็ยกข้าวของส่วนตัวที่จัดเก็บได้หมดด้วยกระเป๋าเพียงใบเดียวขึ้น ปิดโคมไฟและเดินออกจากห้อง ไม่มีแม้แต่ความอาลัย มิหนำซ้ำยังอยากจะออกไปทั้งอย่างนี้เสียเลย ถ้าไม่ติดว่าจะเสียมารยาทมากไปหน่อย...ถูกแล้ว เขาเป็นคนมาอาศัย ทั้งกินทั้งนอนอยู่ที่นี่ จะไม่ไปลาเจ้าของบ้านเลยก็ใช่ที่ ถึงจะดึกมากแล้ว แต่ลองไปดูสักหน่อยก็คงไม่เสียหาย เขาพอรู้อยู่ว่าอีกฝ่ายไม่ได้อนามัยจัดขนาดนั้น หรือถ้าหลับไปแล้วก็ยังพูดได้ว่าอย่างน้อยเขาก็ยังมีแก่ใจจะแวะไปขอบคุณและบอกลา
จอง ยุนโฮเดินไปตามระเบียงที่ถูกสาดด้วยแสงจากฟ้าแลบ ที่แรกที่เขามุ่งหน้าไปก็คือห้องทำงานของแจจุง ยิ่งเข้าใกล้เขาก็ยิ่งแน่ใจว่าเห็นแสงไฟลอดออกมาตามแนวประตู และเมื่อใกล้เข้าไปอีกเขาถึงเห็นว่ามันปิดไม่สนิท ร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มนิ่งอยู่นิดหนึ่ง รอให้เสียงฟ้าร้องจางไปเสียก่อน จังหวะที่กำลังจะยกมือขึ้นเคาะพอเป็นพิธีนั้น เขาถึงได้ยินเสียงจากในห้อง
ทั้งเสียงหอบหรือเสียงคราง แทบไม่ต้องบอกว่าคนด้านในทำอะไรกันอยู่ เขามองเข้าไปในนั้นอย่างไม่ตั้งใจ เสี้ยวของภาพที่เห็นคือโต๊ะทำงานที่กลายเป็นที่เสพสมของคนสองคน ชายหนุ่มถึงกับยืนนิ่ง เขารู้ก็จริงว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองคนที่เห็นอยู่นี้เป็นรูปแบบไหน แต่เขาไม่เคยจินตนาการอะไรทั้งนั้น ยุนโฮทั้งกระดากอายแทน ทั้งโกรธจนไม่รู้ว่า ณ วินาทีนี้เขาควรจะทำอย่างไร และในตอนนั้นเอง ที่ดวงตาคู่เดิมของร่างที่ทาบทับอยู่ด้านบนเหลือบมองขึ้นมา
ตั้งแต่ปลายผมจนถึงปลายนิ้ว ชาไปวูบหนึ่ง...เขาไม่เคยหลบดวงตาคู่นั้น และตอนนี้ก็เช่นกัน ยุนโฮมองกลับไป แต่นั่นไม่ใช่การจ้องตอบเพื่อต่อสู้หรือต่อต้านเหมือนทุกครั้ง...ยิ่งกว่านั้น เขายังรู้สึกเหมือนถูกท้าทาย
ชั่วขณะที่รู้สึกเหมือนถูกตอกตรึงไว้กับกำแพงที่มองไม่เห็น มือของคนที่อยู่ด้านล่างก็เอื้อมขึ้นโอบให้ร่างด้านบนโน้มกลับลงไป ริมฝีปากแนบประทับกันและกัน แลกรสจูบและเปล่งเสียงครางจากในลำคอ ถึงตอนนี้ผู้ชมเพียงหนึ่งเดียวจึงหลุดจากการสะกดนั้นได้
ยุนโฮค่อยๆ ถอยห่างออกมาจากประตูบานนั้น...น่ารังเกียจ...น่ารังเกียจที่สุด...เรื่องมารยาทหรืออะไรไม่เหลืออยู่ในความคิดของเขาอีก ชายหนุ่มเดินหนีออกมาทันที ยิ่งกว่ารู้ซึ้งว่าท่าทีที่เขาแสดงออกไปก่อนพิธีฝังศพของน้องสาวไม่ได้ทำให้อีกฝ่ายสำนึกอะไรเลย...ไม่เลยสักนิดเดียว!
ร่างสูงก้าวออกมาจนถึงห้องโถงชั้นล่างสุดด้วยฝีเท้าที่ทั้งเร็วและหนักตามแรงโทสะ อาการเหล่านั้นทำให้บรรดาคนรับใช้ที่ยังตื่นรอให้เจ้านายเข้านอนให้เรียบร้อยก่อนพากันตกใจยกใหญ่ แต่เขาไม่สนอะไรอีกแล้ว มือผลักประตูบานโตให้เปิดผางออกแล้วจ้ำไปที่รถของตัวเอง โยนข้าวของอย่างไม่ไยดีแล้วก็ขึ้นรถออกตัวไป ไม่มีความคิดที่จะกลับมาเหยียบที่นี่อีกแม้แต่นิดเดียว นิ้วเคาะรัวๆ ไปบนพวงมาลัยขณะรอให้ประตูหน้าที่เป็นปราการด่านสุดท้ายเปิดออก ดวงตามองออกไปในความมืด ยิ่งหงุดหงิดรีบร้อนก็ยิ่งพาลจะหมดความอดทนเร็วขึ้น สุดท้ายก็ไปหยุดที่กระจกมองหลัง
แม้จะเป็นเพียงส่วนเดียวที่มันสามารถสะท้อนให้ได้ แต่เขาก็สังเกตเห็นเงาที่ทาบบนกระจกหน้าต่างจากห้องทำงานชั้นบน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใคร...คงจะยิ้มเยาะอยู่ล่ะสิ ในที่สุดเขาก็ทนไม่ได้จนได้แล้วนี่ ยุนโฮโมโหหนักขึ้นอีกเมื่อนึกได้ว่าแค่จะก่นด่าให้สาแก่ใจยังเป็นเรื่องเสียแรงเปล่าขนาดไหน
แสงสีแดงจากไฟท้ายรถค่อยๆ ลับหายไปในความมืดมิด ดวงตาที่มองตามไปกระทั่งไม่เหลือแม้แต่ไรแสงทั้งนิ่งและเยียบเย็น ก้ำกึ่งระหว่างความว่างเปล่าและความโกลาหล แจจุงในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ยไม่เรียบร้อยยกแก้ววิสกี้ที่ถืออยู่ขึ้นจดริมฝีปาก จิบน้ำสีอำพันนั้นท่ามกลางความเงียบ ปล่อยให้อีกคนที่อยู่ในห้องโอบกอดและซุกไซ้ออดอ้อนได้ตามใจก่อนหันหน้ารับจุมพิตด้วยสีหน้าเรียบเฉยไม่รู้สึกรู้สาอะไรทั้งสิ้น
ขณะเดียวกันฝ่ายยุนโฮที่ยังไม่หายโมโหดีก็จำต้องเลือกค้างคืนในโรงแรม ชายหนุ่มเปลี่ยนจากอารมณ์โกรธมาเป็นกังวลเมื่อนั่งคิดสรตะเกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ ของตนเอง ไหนจะยังที่พักอีก เขาอดคิดว่าตัวเองโง่ไม่ได้ที่เลือกหนทางนี้โดยไม่ตระเตรียมอะไรให้พร้อม แต่จะทำอย่างไรได้ เขาก็ไม่ได้กะให้มันลงเอยแบบนี้เหมือนกัน ตอนนี้ตัวเขามีหนี้มีสินติดตัว มิหนำซ้ำแล้วเจ้าหนี้ก็ไม่ใช่ใคร...ก็อดีตสามีของน้องสาวคนนั้นอีกนั่นล่ะ หากเขายังจะบากหน้าทนอยู่ในสภาพนั้นต่อ คงไม่ต่างอะไรกับทนดูอีกฝ่ายดูถูกน้องที่ตายไปเพื่อเงินหรอก
คืนนั้น ด้วยอะไรหลายๆ อย่างที่เกินกว่าคำว่ารกหัวจะอธิบายได้หมด เขาจึงหลับๆ ตื่นๆ ตลอดคืน ถ้าอารมณ์ด้านบวกของคนเราเป็นสีน้ำเงิน แล้วอารมณ์ด้านลบทั้งหลายเป็นสีแดง ตอนนี้ในหัวของเขาก็คงมีแต่สีแดงฉาน ไม่มีสีน้ำเงินเจือเลยแม้แต่นิดเดียว ครั้นเมื่อฟ้าเริ่มสางและเสียงตั้งปลุกจากโทรศัพท์มือถือดังขึ้นมา ยุนโฮที่ลุกขึ้นแล้วเอื้อมมือออกไปหยิบมันมาปิดเสียงมีแต่จะยิ่งหงุดหงิดเพราะนอนไม่พอเพิ่มเข้าไปอีกอย่าง แต่เพราะวันนี้เป็นวันทำงาน แล้วไหนจะยังมีนัดสำคัญอีก ถึงไม่สบายก็ต้องไปให้ได้
กว่าจะรู้ตัวว่าเวลาปลุกที่ตั้งไว้เป็นเวลาที่ตั้งเผื่อการเดินทางจากคฤหาสน์อันแสนหรูหราของแจจุงซึ่งไม่จำเป็นกับตัวเขาที่เข้ามาพักโรงแรมในเมืองอย่างนี้ก็ดูเหมือนจะช้าไปเสียแล้ว ชายหนุ่มมาถึงบริษัทตั้งแต่เช้าตรู่ ในชุดสูทเรียบร้อยตั้งแต่หัวจดเท้า หลังจากสั่งกาแฟไว้กับแม่บ้าน เขาก็เดินเข้าห้องทำงานของตัวเอง ทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ด้วยความอ่อนล้า แต่ไม่ทันไรก็ถูกขัดอารมณ์อีก
โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อส่งเสียงดังต่อเนื่อง ทีแรกเขาหยิบมันออกมาด้วยอารมณ์แจ่มใสเพราะนึกว่าเป็นสายจากคนที่นัดกันเอาไว้ แต่เปล่าเลย...นอกจากอารมณ์ดีๆ จะหดหายแล้วยังทำให้ความหงุดหงิดย้อนกลับมาอย่างรวดเร็วอีกด้วย
“มีอะไร?” แม้แต่ตัวคนพูดยังรู้ว่าเสียงของตนทั้งแข็งและกระด้างขนาดไหนแต่ก็ไม่มีแก่ใจจะข่ม และเขาเองก็ไม่คิดที่จะปิดบังความไม่พอใจนี้ด้วย
[เมื่อคืนนอนที่ไหนล่ะ?] ปลายสายถามกลับมา
“เกี่ยวอะไรกับนายหรือไง?”
[เกี่ยวสิ] น้ำเสียงที่ใช้ทั้งนิ่งและเรียบเรื่อย [ก็ฉันเกลียดคำว่าหนี้สูญ]
ยุนโฮถึงกับโต้ตอบอะไรไม่ถูก ขืนพูดสิ่งที่ผุดขึ้นเต็มหัวตอนนี้มีแต่จะแสดงความหยาบคายออกไป เขาไม่อยากรู้สึกเสื่อมเสียด้วยเรื่องแค่นี้
[คงนอนโรงแรมล่ะสิ ประหยัดๆ หน่อยสิ ถ้ามีเงินเยอะนักก็รีบๆ ใช้ฉันเสียที] ประโยคกวนโมโหเหล่านั้นยังคงถูกเอ่ยด้วยเสียงแบบเดิม เพราะอย่างนั้นถึงได้ทำให้ยิ่งฉุนหนัก
“ฉันเคยจ่ายนายขาดสักเดือนหรือยังล่ะ?” เขาใช้เสียงกร้าวขึ้น
[สังหรณ์ว่าจะขาดเร็วๆ นี้นี่แหละ...ถ้าฉันโชคดี บริษัทนายคงรอดจากวิกฤตเศรษฐกิจคราวนี้ได้ แล้วก็ยังมีเงินจ่ายฉันต่อไปเรื่อยๆ] ปลายสายเว้นไปเล็กน้อย
[นายว่าฉันจะโชคดีไหมยุนโฮ?]
เจ้าของชื่อรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างแล่นวาบขึ้นหัว เขาแทบจะปาโทรศัพท์ในมือทิ้งแต่ก็ยังพอยั้งเอาไว้ได้ “ก็รอดูไปแล้วกัน!” เขาตัดสายทันที และก่อนที่จะปาของในมือทิ้งไปจริงๆ เขาก็ชิงวางมันลงบนโต๊ะแล้วผลักไปไกลๆ ตัวเสียก่อน
ยุนโฮทิ้งตัวลงพิงกับเก้าอี้แรงๆ ด้วยความหงุดหงิด คิ้วขมวดจนแทบชนกัน ยังไม่ทันสงบสติอารมณ์ได้ก็มีเสียงเคาะประตูดังขัดขึ้นมาอีก
...มันจะอะไรกันนักกันหนา!
“มีอะไร?” เขาถามออกไปด้วยเสียงแข็งกระด้าง ทว่าเมื่อหันไปเจอคนที่หน้าประตูแล้วก็ถึงกับแทบจะเก็บคำพูดก่อนนั้นคืนมาถ้าทำได้
“อยากจะทักว่าเป็นไง สบายดีไหม...แต่โดยรวมแล้ว คุณก็ดูสบายดีนะครับ” คนพูดยิ้มน้อยๆ ขณะที่ยืนกึ่งพิงประตูด้วยท่าทางสบายๆ ถึงอย่างนั้นก็อยู่ในชุดสูทเรียบร้อยเช่นเดียวกันกับเขา
“ช..ชางมิน” ยุนโฮลุกพรวดพราดขึ้นจากเก้าอี้ “ขอโทษ...ไม่นึกว่าจะเป็นนาย”
“ไม่เป็นไรครับ ไม่เคยเห็นคุณโมโห...ก็...น่าสนใจดี” ชางมิน หรือชิม ชางมิน หุ้นส่วนธุรกิจของเขาที่ไปๆ มาๆ ระหว่างที่นี่กับสหรัฐอเมริกาเพื่อคุมธุรกิจหลักให้กับลุงของเจ้าตัวกลับมายืนตรงพร้อมทั้งก้าวเข้ามาเล็กน้อย แต่ไม่ทันทางฝ่ายเจ้าของห้องที่เดินออกไปจนถึงตัวได้ก่อน
“มาถึงแล้วก็น่าจะติดต่อมาก่อน ถ้าวันนี้ฉันเข้างานสาย เดี๋ยวก็ได้มารอเก้อหรอก”
“เรื่องเล็กน้อยครับ” ชางมินยังคงยิ้มให้ก่อนเปลี่ยนเรื่อง “ว่าแต่คุณเถอะ...ผมเพิ่งทราบข่าวน้องสาวของคุณ...ไม่เป็นไรนะครับ?”
ยุนโฮชะงักไปเล็กน้อย...ตั้งแต่เสียยุนอาไปไม่เคยมีใครถามคำถามอย่างนี้กับเขาเลยสักคน ความรู้สึกตื้นตันรื้นขึ้นมาในอกอย่างช่วยไม่ได้
“อืม ไม่เป็นไร...” เขาพยายามฝืนยิ้มกลับไปบ้าง “นายเพิ่งมาถึงเองไม่ใช่เหรอ? เหนื่อยหรือเปล่า? จะไปพักก่อนก็ได้ แล้วสายๆ บ่ายๆ ค่อยมาเจอกันอีกที”
ยังไม่ทันที่ชางมินจะให้คำตอบ แม่บ้านที่รับคำสั่งไว้ก่อนหน้าก็ยกเอากาแฟเดินมาหยุดรีๆ รอๆ อยู่หน้าประตูที่เปิดทิ้งไว้ ชายหนุ่มร่างสูงผู้มีอายุน้อยกว่าหันมองไปพร้อมๆ กับยุนโฮแล้วก็เข้าใจได้
“เหนื่อยอยู่บ้างครับ แต่อยากทานอาหารเช้ามากกว่า” เขาพูดพร้อมหมุนตัวย้ายไปยืนข้างๆ อีกฝ่าย มือใหญ่โอบไหล่อย่างเป็นกันเอง “คุณเองก็เพิ่งผ่านเรื่องหนักๆ มา วันนี้คุยกันสบายๆ ก่อนดีกว่าครับ...ไปทานอาหารเช้ากับผมดีกว่านะ”
“อ..เอ่อ...ก็ได้” แม้จะรู้สึกไม่ค่อยคุ้นกับการถูกแตะเนื้อต้องตัวนัก แต่เขาก็พอเข้าใจว่าเป็นนิสัยที่ชางมินติดและคุ้นเคยมาจากการเติบโตที่อื่น ดังนั้นจึงไม่ได้ปัดป้องหรือคิดที่จะหลบเลี่ยงแต่อย่างใด ปล่อยให้คนตัวสูงกว่าพาออกจากห้องไปทั้งอย่างนั้น
สุดท้ายพวกเขาก็ไม่ได้คุยธุระอะไรกันเลยจริงๆ เป็นมื้อเช้าที่สงบสุขจนเขาคงลืมบทสนทนาทางโทรศัพท์แย่ๆ ก่อนหน้านั้นได้ไม่ยาก ถ้าไม่เพราะชื่อเดิมยังคงกะพริบอยู่บนหน้าจอซ้ำอีกหลายรอบ ทีแรกเขาแค่ปิดเสียงหนี แต่พอถึงครั้งที่สามยุนโฮก็ตอบโต้ด้วยการกดตัดสายทิ้งเสียเลย หลังจากนั้นถึงได้ไม่มีอะไรกวนใจอีก
เมื่อจบจากการพบปะช่วงมื้อเช้านี้แล้ว เขาก็แยกกับชางมินแล้วกลับเข้าบริษัทอีกครั้ง แม้ไม่ถึงกับจิตใจเบิกบานแต่ก็สบายใจขึ้นมาก ทว่าไม่ทันไรเป็นอันพังอีก
“ท่านประธานคะ คุณคิม แจจุงมารอพบ ตอนนี้รออยู่ในห้องค่ะ”
เขาแทบต้องตั้งสมาธิเรียกสติก่อนจะเข้าไป ยุนโฮผลักประตู มองไปยังโต๊ะของตนเอง เห็นแฟ้มงานตั้งซ้อนกันเอาไว้เหมือนทุกวัน แต่วันนี้กลับมีอันหนึ่งที่ถูกเปิดทิ้งเอาไว้ เก้าอี้นั่งทำงานของเขาที่ตั้งหันหลังให้ค่อยๆ หมุนกลับมา ร่างสูงโปร่งที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนนั้นประสานเรียวนิ้วไว้ด้วยกัน สบตาพร้อมทั้งแย้มรอยยิ้มหวาน
“กลับมาแล้วเหรอ...”
To be con...
ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ ^^;;
ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับคอมเมนต์ค่ะ
แจจ๋าออกจะร้ายๆๆ แฮะ น่าติดตามมาก
ขอบคุณนะคร้าบบบบบบบบ
#1 By Bloommint on 2009-08-25 18:00