Sweetest Nightmare [TVXQ Fanfiction] -3-
posted on 11 Apr 2009 21:04 by candyhouse in YoIro
Sweetest Nightmare
- 3 -
YoIro
ยุนโฮไม่ได้เกลียดงานสังคม แต่อย่างไรพักนี้ก็ทำใจให้อยากไปไม่ได้เมื่อคิดว่าอาจจะต้องเจอคนที่ไม่อยากเจอที่สุดอย่างแจจุง ถึงแม้จะคิดอย่างนั้นแต่ตอนนี้เขาก็เข้ามายืนอยู่ในงานฉลองงานหมั้นของเจ้าของบริษัทที่เคยร่วมงานกันมาก่อนจนได้
“นี่ครับ” แก้วไวน์แดงถูกยื่นมารออยู่ข้างๆ เขาไม่ได้ว่าอะไร รับมาไว้ในมือของตัวเองแล้วก็ถอนหายใจสั้นๆ เฮือกหนึ่ง
ชางมินที่ยืนถือไวน์อีกแก้วที่เหลือมองคนที่ไม่ใคร่จะสนใจเขาเท่าที่ควรอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจถาม “ไม่ชอบงานแบบนี้เหรอครับ? ผมไม่น่ารบเร้าให้คุณมาด้วยกันเลย”
“เปล่า ไม่ใช่หรอก” ยุนโฮปฏิเสธเสียงเรียบแล้วยกแก้วขึ้นจิบ
“หรือว่าไม่สบายครับ?” พูดแล้วก็มองหน้าอีกฝ่ายอย่างพินิจพิจารณา ถึงไม่ได้ซีดหรือดูผิดปกติอะไร แต่วี่แววของความเครียดก็ชัดเจนพอสมควร “ถ้าอย่างนั้นเรากลับกันเถอะ”
“ไม่ต้องห่วงหรอกชางมิน ฉันไม่ได้เป็นอะไร” พอตอบออกไปเสียแล้วเขาก็รู้สึกได้เองว่าควรมีการขยายความ แต่จะให้พูดความจริงก็คงไม่ได้ “พอดีฉันกำลังอยู่ในระหว่างย้ายที่อยู่ มีเรื่องยุ่งยากอยู่บ้างก็เลยวุ่นๆ นิดหน่อยแค่นั้นเอง”
“เหรอครับ...” ฝ่ายอายุน้อยกว่ารับด้วยเสียงนิ่งๆ “ถ้ามีอะไรก็บอกได้นะครับ ถึงผมอยู่ทางนู้นก็ไม่ต้องเกรงใจ ยังไงผมก็น่าจะพอช่วยอะไรได้บ้าง”
“อืม ขอบใจนะ” ยุนโฮหันหน้าไปสบตาคู่สนทนา พยายามยิ้มให้เชื่อว่าไม่มีอะไร จะได้เลิกสนใจอาการของเขาเสียที “แต่ไม่เป็นไรหรอก ตอนนี้ก็ได้ห้องดีๆ แล้ว จัดการอะไรอีกไม่มากก็คง...”
ประโยคสุดท้ายขาดไปเมื่อหูและสายตาของเขาจับบรรยากาศและท่าทางของผู้คนที่เปลี่ยนแปลงไปได้ สัญชาตญาณสั่งให้หันหน้ากลับไปมองทางทิศเดียวกับแขกคนอื่นๆ ชางมินเองก็ดูเหมือนจะรู้สึกเช่นเดียวกัน
ร่างสูงโปร่งของคิม แจจุงในชุดสูทไหมสีเทาปรากฏตัวขึ้นที่หน้างานพร้อมกับชายหนุ่มอีกคนที่ใครๆ ต่างก็รู้ดีว่าเป็น ‘คนสนิท’ ทั้งรอยยิ้มบางๆ อย่างไว้ตัวและดวงตาสีเข้มที่มองสบคู่สนทนาทุกคนเป็นภาพที่เห็นได้ทุกครั้งหากอีกฝ่ายมาออกงาน
มาจนได้สิ...ยุนโฮเผลอทำสีหน้าเอือมระอาออกมา ด้วยฐานะและความโดดเด่นของแจจุงแล้ว เขารู้ดีว่าฝ่ายนั้นได้บัตรเชิญท่วมท้นขนาดไหน แต่จะไปหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่อง...เดิมพันครั้งนี้เขาก็แพ้ไม่เป็นท่าอีกจนได้ ช่างไม่มีดวงเอาเสียเลย คิดแล้วก็ยกไวน์ขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด ชางมินที่หันมาเห็นพอดีมองด้วยท่าทางแปลกใจแต่ก็ไม่ได้ทักอะไรนอกจากรับเอาแก้วเปล่าคืนมา
“ไปทางโน้นกันเถอะ...” ขณะที่รับเอาไวน์แก้วใหม่จากชางมินเขาก็เอ่ยออกมา ก่อนจะมัดมือชกด้วยการชิงออกเดินก่อนเสียเลย
“มีอะไรหรือเปล่าครับ?” ทั้งที่ตอนแรกตั้งใจจะไม่ถาม แต่แล้วคนที่ได้แต่เดินตามก็อดพูดออกมาไม่ได้
“ไม่มี...”
พวกเขาไปหยุดอยู่อีกด้าน เกือบจะตรงข้ามกับที่เดิมที่เคยอยู่ ยุนโฮเหลือบตามองคู่กรณีของตนเองเป็นระยะ ปกติเขาไม่ใช่พวกชอบดื่ม แต่ความไม่สบอารมณ์ทำให้ไวน์ในมือหมดไปอีกครั้งโดยไม่รู้ตัว คราวนี้แก้วที่เปลี่ยนกลับมาเป็นแก้วแชมเปญเนื่องจากถึงเวลาที่เจ้าของงานจะขึ้นไปกล่าวต้อนรับและขอบคุณแขกเหรื่อที่มาร่วมสังสรรค์แสดงความยินดีแล้ว
หลังกล่าวจบและทุกคนดื่มฉลองให้ เจ้าภาพก็ลงจากเวที แต่ละคนเริ่มหันมาจับกลุ่มพูดคุยกันอีกครั้ง งานแบบนี้เป็นโอกาสที่ดีที่จะทำความรู้จักคนอื่นและช่วยให้กว้างขวางในวงธุรกิจมากขึ้น ที่ชางมินชวนมาก็คงมีจุดประสงค์อย่างนั้นเหมือนกัน แต่สภาพเหตุการณ์ตอนนี้ทำให้เขาไม่อยากจะเดินออกไปไหนเอาเสียเลย ซ้ำยังอารมณ์ไม่ค่อยดี แทนที่จะได้เรื่องก็เกรงว่าจะเสียเรื่องมากกว่า
“จะไปแสดงความยินดีกับเจ้าของงานก็ได้นะ” ยุนโฮพูดขึ้นมา
“แล้วคุณล่ะ?” ชางมินถามกลับแล้วส่งไวน์ให้อีกแก้ว เขารับมาเพราะจะปล่อยให้มือว่างก็กระไรอยู่
“ฉันอยู่นี่ดีกว่า...ยังไงฝากด้วยแล้วกัน”
ชางมินมองอีกฝ่ายตาปริบๆ แต่ก็ไม่รู้จะว่าอะไรได้ ร่างสูงมองกวาดไปในงานเพื่อหาเป้าหมาย เมื่อพบจึงพูดออกมา “เดี๋ยวค่อยไปแล้วกันครับ”
ยุนโฮนึกขึ้นมาว่าทำไมแล้วก็หันมองตาม ทั้งที่คนเยอะแยะมากมายขนาดนี้และควรจะมีอะไรขวางสายตาของเขาบ้าง แต่ทุกอย่างกลับเปิดโล่งไปจนถึงกลางโถงห้อง และตรงนั้นคือแจจุงที่กำลังพูดคุยอยู่กับเจ้าของงาน ในมือมีแก้วแชมเปญ ดวงตาจับจ้องคู่สนทนาพร้อมรอยยิ้มประดับใบหน้า ทว่าจู่ๆ ก็หันมาทางเขาราวกับรู้
ร่างโปร่งในชุดสูทราคาแพงทำเป็นเอียงคอพยักหน้าให้พลางยกแก้วขึ้นเล็กน้อยแทนการทักทาย เห็นชัดๆ ว่าทำให้ใคร
“รู้จักหรือครับ?” แน่นอน ชางมินก็เห็นพร้อมๆ กัน ไหนจะที่น่าจะติดใจมาตั้งแต่ตอนแจจุงมาถึง ดังนั้นถึงอดถามออกมาไม่ได้ก็ไม่แปลก “ท่าทางเป็นคนสำคัญนะ”
ยุนโฮรู้สึกไม่อยากพูดถึง แต่จะไม่ตอบก็ดูไร้เหตุผลเกินไป “ประธานบริษัทเจเอสน่ะ”
“หืม?” คนฟังถึงกับหันมามองหน้า เลิกคิ้วขึ้น ท่าทางประหลาดใจ “บริษัทนั้นเองเหรอ? ยักษ์ใหญ่เลยนี่ครับ ผมเองก็พอได้ยินชื่อมาเหมือนกัน ไม่น่าเชื่อเลยว่าประธานจะยังเด็กขนาดนี้”
“อืม...” เขาไม่รู้ว่าจะพูดอะไรตอบได้ หลังจากส่งเสียงในคอว่ารับรู้ก็จิบไวน์อีก
“ยอดเลยนะครับ ถ้ารู้จักกันล่ะก็ ช่วยพาผมเข้าไปแนะนำหน่อยได้ไหมครับ?”
ชายหนุ่มถึงขั้นชะงักไปอึดใจหนึ่ง...ทั้งที่ตอนแรกดูเหมือนจะไม่มีอะไรยุ่งยาก คนก็เยอะขนาดนี้ เขาแน่ใจว่าเลือกได้ว่าจะเผชิญหน้ากับแจจุงหรือไม่ แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะลำบากเสียแล้ว
“ถือโอกาสเข้าไปแสดงความยินดีกับเจ้าภาพด้วยเลยไงครับ ไปกันเถอะ”
“เอ่อ...” ยุนโฮรู้สึกกระอักกระอ่วน จะให้เข้าไปก็ไม่อยาก แต่จะปฏิเสธก็ดูชอบกลเกินไป อย่างไรนี่ก็แค่เรื่องของธุรกิจ ไหนจะชางมินที่ดันหลังของเขาให้เดินอีก รู้ตัวอีกทีก็เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในวงสนทนาเสียแล้ว
แรกสุด เขากับชางมินเอ่ยแสดงความยินดีกับเจ้าภาพหนุ่มสาวทั้งคู่ก่อน หลังจากพูดคุยกันอีกสองสามประโยค อีกฝ่ายก็ขอตัวย้ายไปทักทายแขกอีกกลุ่ม จังหวะช่างพอเหมาะพอดีกับสิ่งที่ชางมินต้องการเหลือเกิน ส่วนเขาก็ได้แต่ทำใจ
“ไง...บังเอิญนะ ไม่คิดว่าจะได้เจอกันในงานนี้” ยุนโฮพยายามบังคับไม่ให้ตัวเองพูดอะไรให้ชางมินรู้สึกได้ว่าเขากับคนตรงหน้าไม่ค่อยถูกกันทั้งที่แค่มองหน้าก็แทบจะเต็มกลืน...ไม่อยากทักแต่ก็ต้องทัก มันให้ความรู้สึกอย่างนี้นี่เอง แค่จะให้พูดดีๆ เหมือนพูดกับคนอื่นก็ลำบากแล้ว
แทนที่จะได้รับการทักทายตอบ หรืออย่างน้อยก็คำพูดประชดประชัน แต่กลับไม่มีอะไรกลับมา แจจุงขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย ทำหน้าเหมือนไม่รู้จัก ต่างฝ่ายต่างเงียบกันไปเพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
แล้วรอยยิ้มก็ผุดขึ้นบนริมฝีปากสวย “อ๋อ...คุณยุนโฮนี่เอง”
มันน่านัก...เจ้าของชื่อกำมือจนแน่นเพื่อดึงตัวเองไว้ บอกตัวเองว่าอย่าไปสนใจแล้วก็เริ่มหน้าที่ของตน ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไรก็ยิ่งจบเร็วเท่านั้น
“นี่ชิม ชางมิน เป็นหุ้นส่วนของฉัน” เขาดึงตัวชางมินขึ้นมา “ส่วนนี่คิม แจจุง ประธานบริษัทเจเอส“
“ยินดีที่ได้รู้จัก ชิม ชางมินครับ ผมเคยได้ยินชื่อบริษัทของคุณมาหลายครั้ง ผมไปๆ กลับๆ ระหว่างเกาหลีกับอเมริกา ส่วนมากก็อยู่ทางโน้นมากกว่า ได้มาเจอกันในงานนี้ถือว่าโชคดีจริงๆ ครับ” ชางมินยิ้มอย่างเป็นมิตรพร้อมทั้งยื่นมือให้
“เป็นเกียรติครับ” แจจุงยิ้มให้บ้างก่อนจับมือนั้นตอบ “อยู่ทางนั้นก็ยังทราบเรื่องของผม ขอบคุณจริงๆ ที่ให้ความสนใจ”
“ก็เพราะว่าคุณโดดเด่นนั่นแหละครับ คาดไม่ถึงจริงๆ ว่าจะยังอายุน้อยขนาดนี้”
“ขอบคุณครับ ว่าแต่...” ดวงตาสีน้ำตาลพลันย้ายจากคู่สนทนาไปจับจ้องคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ยุนโฮมองตอบอย่างเลี่ยงไม่ได้ “ผมกลับไม่ค่อยทราบเรื่องของคุณเท่าไร คุณเป็นใคร หรือว่ามาทำอะไรในเกาหลีบ้าง...น่าแปลกจริงๆ”
ชางมินคิดอยู่ว่าจะตอบดีหรือไม่ คำถามเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวเขาก็จริง แต่เพราะสายตาของแจจุงทำให้เขาต้องรีรอดูท่าทีของยุนโฮไปด้วย
“ปกติชางมินจะช่วยลุงดูแลกิจการอยู่ที่อเมริกา เมื่อประมาณสามเดือนก่อนพอดีมาดูงานที่นี่แล้วได้เจอกัน ก็เลยตกลงใจมาร่วมลงทุนกับฉัน” ยุนโฮตอบเสียงห้วน
“อ้อ...” แจจุงกลับมาสบตากับชางมินอีกครั้ง “ในเวลาแบบนี้ ลงทุนกับบริษัทออแกไนซ์ แถมยังเป็นบริษัทของยุนโฮ...คุณนี่กล้าจริงๆ”
ถึงตรงนี้คนถูกพาดพิงก็ไม่สนแล้วว่าใครจะพูดกับใคร “ถ้าคิดได้และรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้อง ฉันก็ไม่คิดว่านั่นต้องใช้ความกล้าอะไรมากนักหรอกนะ”
“ก็เพราะคิดแล้วไงว่ามันเสี่ยง ถึงต้องใช้ความกล้า” แจจุงสวนกลับมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แทบจะทันที
บรรยากาศเลวร้ายหนักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ต่อให้ไม่ต้องมีใครมาอธิบายชางมินก็พอเข้าใจสถานการณ์คร่าวๆ ได้ไม่ยาก ระหว่างที่ไม่รู้จะแก้ไขเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างไร ใครอีกคนก็เดินเข้ามาสมทบพอดี
“นี่ เมื่อกี้ฉันไปคุยกับพวกฮีซอล เห็นว่าวันนี้จะเปิดโต๊ะกันในห้องสูท เราแวะไปดูกันหน่อยดีไหม?” พอพูดจบถึงได้สังเกตว่ามีคนอื่นอยู่
“อ้าว ยุนโฮ” หลังจากทำหน้าประหลาดใจแล้ว ปาร์ค ยูชอนก็มองคนไม่คุ้นหน้าอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆ “แล้วนี่ใครกันล่ะ?”
“ชิม ชางมินน่ะ เป็นหุ้นส่วนคนสำคัญของยุนโฮ” แจจุงเป็นฝ่ายแนะนำให้ขณะที่ตาก็จับจ้องเจ้าของชื่อที่ตนอ้างถึงเหมือนจะยั่วโมโหแล้วพูดต่อ “ส่วนนี่ปาร์ค ยูชอน คนสนิทของผมเอง”
“ยินดีที่ได้รู้จักครับ” ชางมินยื่นมือออกมาตามมารยาท
“เช่นกันครับ” ยูชอนยิ้มให้พร้อมจับมือตอบ “เรื่องที่พูดเมื่อกี้นี้...สนใจหรือเปล่าครับ?”
“ไม่ดีกว่าครับ ผมไม่ค่อยมีดวงสักเท่าไร” ร่างสูงปฏิเสธอย่างสุภาพ
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราขอตัวก่อนดีกว่า” ในที่สุดแจจุงก็เป็นฝ่ายตัดบท “ยินดีที่ได้พบกันวันนี้ครับ”
“เช่นกันครับ ขอให้โชคดี”
พอได้ยินอย่างนั้นแจจุงก็ยิ้มขึ้นมาอีก “ขอให้คุณโชคดีกับการลงทุนเช่นกันครับ คุณชางมิน”
เมื่อพูดจบทั้งสองก็เป็นฝ่ายเดินออกไป ชางมินนึกขึ้นมาได้ว่ายุนโฮเงียบหายไปนานแล้ว เขาหันไปมองก่อนจะต้องตกใจกับสีหน้าถมึงทึงของอีกฝ่าย
“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ?”
แน่นอนว่าจอง ยุนโฮไม่ตอบอะไรทั้งสิ้น
“ขอโทษครับ ผมไม่ทราบว่าคุณสองคนไม่ค่อยถูกกัน...” ถึงจะไม่แน่ใจ แต่ให้ดูอย่างไร เขาก็เห็นเป็นแบบนั้น
“ช่างเถอะ อย่าสนใจเลย ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร” ยุนโฮตัดบทก่อนเดินไปอีกด้าน ไม่นานก็ได้ฤกษ์เปลี่ยนแก้วอีก ยิ่งหงุดหงิดเท่าไรเขาก็ยิ่งดื่มมากเท่านั้น ไม่ได้รู้ตัวเลยว่าเกินลิมิตของตัวเองไปขนาดไหนแล้ว จนกระทั่งจะเดินให้ตรงก็ยังไม่ได้นั่นเองถึงพยายามหยุด สติยังพอมีอยู่บ้าง แต่ร่างกายไม่ค่อยร่วมมือสักเท่าไรแล้ว ยังดีที่มีชางมินคอยประคองเอาไว้
“หาที่พักก่อนดีกว่าครับ คุณไม่ไหวแล้วล่ะ” เขาได้ยินชางมินบอกอย่างนั้น
นึกดูดีๆ แล้ว เขามันบ้าสิ้นดีที่มาเมาในงานเลี้ยงค็อกเทลแบบนี้ แม้จะสงสัยว่า ‘หาที่พัก’ ของชางมินจะไปจบลงที่ไหน แต่เพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่วิ่งอยู่ในกระแสเลือด แค่ไม่กี่นาทีเขาก็ลืมหมด ที่ยังเดินด้วยขาของตัวเองได้ก็ดีแค่ไหนแล้ว
“ค่อยๆ ครับ ระวัง...”
ยุนโฮไม่อยากคิดถึงสภาพของตัวเองตอนนี้เลยสักนิดเดียว แต่ด้วยการลากกันไปลากกันมาอย่างทุลักทุเลพักใหญ่ทำให้เขายิ่งรู้สึกแย่เข้าไปอีก ทั้งๆ ที่เป็นฝ่ายแก่กว่าแต่กลับทำให้อีกฝ่ายต้องมาเดือดร้อน ได้แต่คิดว่าจะขอโทษและขอบคุณชางมินอย่างไรให้สมกับที่ทำให้ต้องมาลำบากอย่างนี้
“คืนนี้พักที่นี่ไปก่อนเลยก็แล้วกันนะครับ”
ประตูตรงหน้าเปิดออก เขามองห้องด้านในขณะที่ปล่อยให้คนตัวสูงกว่าพาเดินเข้าไปจนถึงเตียง พอได้นั่งเท่านั้นก็ล้มตัวลงนอนอย่างทรงตัวไม่อยู่ทันที ฝ่ายที่พามายืนมอง ถอนหายใจเสียทีหนึ่งแล้วจึงเลี่ยงไปล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำ
ฝ่ายคนที่นอนอยู่บนเตียงครางในลำคอเมื่อแทนที่จะรู้สึกดีขึ้นกลับยิ่งมึนหัวเข้าไปใหญ่ เขาพลิกตัวแล้วมองเหม่อออกไปนอกประตูระเบียงที่เป็นกระจกบานโตก่อนจะลุกขึ้น แม้จะโซเซไปมาแต่ก็ไปถึงและเลื่อนมันเปิดออกไปด้านนอกได้สำเร็จ ชายหนุ่มสูดอากาศ ยืนรับลมยามค่ำคืนอย่างเงียบๆ ทว่าแม้ท่าทางภายนอกจะดูสงบขึ้นมาก แต่ภายในกลับไม่ใช่เลย
ยุนโฮคิดถึงเรื่องในอดีต...ชีวิตของเขาถูกกำหนดให้มาทางนี้...แต่ไม่ใช่แบบนี้แน่
พ่อของเขาเป็นเพื่อนกับพ่อของแจจุง ทั้งสองสนิทกันมากถึงขนาดวางแผนในอนาคตให้ลูกๆ เติบโตขึ้นมาโดยมีความสามารถที่เกื้อหนุนกันและกันได้ น้องสาวผู้น่ารักของเขาเป็นเจ้าสาวของแจจุงไปแล้ว ส่วนตัวเขาก็เรียนจบมาเพื่อทำงานที่จะสนับสนุนแจจุงได้ แต่หลังจากที่เสียรุ่นพ่อทั้งสองคนไป ทุกอย่างก็ไม่เป็นไปอย่างที่คาดไว้สักอย่าง
ยุนอาที่ร่างกายอ่อนแออยู่แล้วก็มาตรอมใจตายไป ส่วนเขาก็เหลือตัวคนเดียวเหมือนหมาหัวเน่า จากที่เคยมีงานเข้ามาจากทางบริษัทของแจจุงหรือแม้แต่ทางนั้นใช้เส้นสายช่วยหาให้ก็ตาม ตอนนี้ไม่มีแล้ว มิหนำซ้ำเศรษฐกิจยังเข้าช่วงตกต่ำ งานออแกไนซ์ที่เขาทำยิ่งลำบากหนักเพราะเป็นสิ่งแรกๆ ที่แต่ละกิจการจะลดทอนลงเพื่อควบคุมงบประมาณ ดังนั้นถ้าว่ากันอย่างตรงไปตรงมาแล้ว...ตัวเขาในตอนนี้เสี่ยงอยู่ไม่รู้กี่อย่าง ดีไม่ดีก็อาจจะล้มอีก...เหมือนที่แจจุงขยันพูดจาเสียดสีอยู่ทุกครั้ง
เขาคิดวนไปวนมาอยู่แค่นั้น เจ็บปวดที่รู้สึกว่าตนเองมีแววว่าจะล้มเหลวมากกว่าจะผ่านมันไปได้ มือทั้งคู่เกาะขอบระเบียง ยุนโฮชะโงกหน้าออกไป มองลงไปด้านล่างด้วยความรู้สึกสิ้นหวัง นึกถึงน้องสาวแล้วก็คิดขึ้นมา ว่าทำไมเขาถึงไม่ตายๆ ไปสักที
“คุณยุนโฮ!”
แต่ก่อนที่จะทำให้ตัวเองตกลงไปได้สมใจ มือคู่ใหญ่อีกคู่ก็เอื้อมเข้ามาคว้าตัวของเขาเอาไว้ กอดแน่นจากทางด้านหลังแล้วรีบลากออกมาจากระเบียง
“จะทำอะไรครับ?! เดี๋ยวก็ตกลงไปหรอก!”
“ตกลงไปได้ก็ดีน่ะสิ!” เขาผลักตัวเองออกมา แต่เพราะพูดออกไปอย่างนั้น ชางมินที่เป็นคนฟังยิ่งต้องตามเข้าล็อคตัวเขาเอาไว้
“ปล่อยฉันนะชางมิน!”
“ไม่ได้ครับ!” ยิ่งเขาดิ้น ฝ่ายคนอายุน้อยกว่าก็ยิ่งออกแรงกอดมากขึ้นตาม “เป็นอะไรไป? เกิดอะไรขึ้น? ทำไมจู่ๆ ถึงคิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาได้?”
“ก็เพราะฉันมันล้มเหลวน่ะสิ!” ยุนโฮขึ้นเสียงใส่ “ฉันมันล้มเหลว และถ้านายยังอยู่กับฉันแบบนี้ ฉันจะพานายลงเหวไปด้วยแน่ เพราะงั้นปล่อยฉันซะ! บอกให้ปล่อย!”
“ถ้าคุณจะคิดแทนผมแบบนั้นล่ะก็ คุณก็ควรจะหลุดออกไปให้ได้เอง” คราวนี้แขนคู่นั้นกระชับเข้ามาอีกจนรู้สึกเจ็บ...ชางมินเอาจริง
แต่เพราะนอกจากเขาจะเมาแล้วเครียดจนอาละวาดแล้ว เรี่ยวแรงยังไม่ค่อยมีเหลืออีกด้วย ดังนั้นยุนโฮที่อ่อนแรงลงจึงได้แต่หอบหายใจและเริ่มอยู่นิ่ง ไม่สามารถตอบรับคำท้านั้นได้
หลังจากที่เฝ้าดูและแน่ใจว่าอีกฝ่ายสงบสติอารมณ์ลงได้มากแล้ว คนที่ตัวสูงกว่าเล็กน้อยก็ค่อยๆ คลายวงแขนออกแล้วตัดสินใจถามออกไป
“นี่เพราะคำพูดของคุณแจจุงเหรอครับ?”
ยุนโฮเงียบ...จะบอกว่าใช่ก็ใช่ แต่มันยังมีอะไรซับซ้อนกว่านั้นมากมายนัก
“หมอนั่นแค่พูดเรื่องที่ฉันคิดอยู่ลึกๆ ออกมาเท่านั้นแหละ...” เขาก้าวถอยออกมาช้าๆ “มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ...ฉันอาจจะล้มเหลวอีก...นายไม่ควรมาเสี่ยงกับฉัน...”
“ผมคิดเองได้ครับ” ชางมินตอบกลับมาเสียงเรียบ “และผมไม่เคยคิดว่าคุณจะล้มเหลว...บอกแล้วไงครับว่ามีอะไรให้ช่วยก็บอกได้เสมอ”
ยุนโฮคิดว่าเขาคงต้องร้องไห้แน่...แล้วก็ร้องออกมาจริงๆ
“ขอโทษนะ...ปกติฉันก็ไม่ได้บ่อน้ำตาตื้นแบบนี้หรอก...แย่จริงๆ” เขายกมือขึ้นป้ายน้ำตาส่งๆ ไป “นายเป็นคนดีนะชางมิน มีนายอยู่แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน แต่ฉันก็ไม่อยากให้ต้องมาเสี่ยง..”
ท้ายประโยคขาดหายไปเมื่อริมฝีปากถูกปิดด้วยริมฝีปากของอีกคนตรงหน้า ยุนโฮถึงกับยืนนิ่งตัวแข็งทื่อขณะที่ชางมินถอยกลับไปยืนตรงอย่างเดิม
“เวลาที่ผมร้องไห้ คุณแม่จะปลอบผมแบบนี้เสมอ...ดูเหมือนจะได้ผลกับคุณเหมือนกันนะครับ”
อะไรนะ?...ยุนโฮไม่แม้แต่กะพริบตา มองคนที่อมยิ้มอยู่ด้วยอาการตกตะลึงเต็มที่...เมื่อกี้นี้...
“คุณถือหรือเปล่าครับ? ผมเองก็ไม่ทันคิด ที่นู่นไม่ใช่เรื่องน่าตกใจอะไรก็เลยเผลอ”
หา...?
ยุนโฮยิ่งอึ้งหนักเข้าไปอีก...เรื่องจริงเหรอ? เขาทวนคำถามนั้นกับตัวเอง รู้สึกไม่แน่ใจว่าอะไรเป็นอะไร การจูบไม่ใช่เรื่องแปลก จริงๆ แล้วเมื่อครู่นี้ก็แค่ริมฝีปากแตะกันเฉยๆ ด้วยซ้ำไป...แต่เขายังสติดีอยู่ และถึงเมาก็รู้ว่าการที่ผู้ชายคนหนึ่งจูบกับผู้ชายอีกคนไม่น่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา...หรือว่าเขาจะใจแคบเกินไป?
ยิ่งคิดยิ่งสับสน ซ้ำยังปวดหัว เขายังไม่ได้ตอบอะไรออกไปเลยแม้แต่คำเดียว คิดว่าต้องพูดอะไรบ้างแต่จนปัญญา ไม่รู้ว่าชางมินพูดจริงหรือเขากำลังโดนอำกันแน่
หลังจากมองอาการงงงวยและตั้งตัวไม่ทันของอีกฝ่ายได้อึดใจหนึ่ง ชางมินก็เกือบจะหัวเราะออกมา “ล้อเล่นครับ เรื่องแม่น่ะจริง แต่อีกเรื่องผมโกหก...”
ขาดคำ คนพูดก็โน้มตัวเข้ามาใกล้อีกครั้ง คราวนี้ริมฝีปากที่สัมผัสกัน ไม่ได้หยุดแค่เพียงแตะลงมาเบาๆ เหมือนครั้งก่อน ยุนโฮตกใจ มือยกขึ้นยันไหล่อีกฝ่ายเอาไว้ ขณะเดียวกันชางมินเองก็เอื้อมมือออกมากอดและรั้งช่วงเอวของเขาเอาไว้เช่นกัน
“ชาง...” เขาพูดได้แค่นั้น ในเมื่อขัดไม่สำเร็จจึงได้แต่ปล่อยเลยตามเลย
“ผมชอบคุณนะ” ริมฝีปากที่เพิ่งละออกไปกระซิบบอก ยุนโฮที่สติกระเจิดกระเจิงไปกับเรื่องที่เกิดขึ้นตกใจจนแทบจะไม่รับรู้ แต่เมื่อคนตรงหน้ายื่นมือออกมาเขาก็ผวาถอยทันที เห็นแบบนั้นชางมินก็รีบคว้าตัวเขาเอาไว้และยิ่งยิ้มมากขึ้น
“เดี๋ยวก็ตกลงไปหรอกครับ”
“ม..ไม่ตกหรอก” ยุนโฮพยายามขืนตัวออกมาแต่ไม่สำเร็จ
“เข้าไปข้างในกันดีกว่านะ” ชางมินตัดบทพร้อมทั้งออกแรงดึงเขาให้กลับเข้าไปด้านในด้วยกัน แม้จะขืนจนสุดตัวอีกครั้งแต่ก็ยังถูกลากเข้าไปจนได้
ยุนโฮรู้สึกสับสนกับเรื่องทั้งหมด และไม่อยากด่วนคิดฟุ้งซ่านไปเองว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น อีกทั้งตัวเขาตอนนี้ไม่มีความสามารถมากพอที่จะสู้กับใคร แค่คิดและพยายามไม่คิดเรื่องบางเรื่องก็เต็มที่แล้วสำหรับสติของคนที่ยังไม่หายเมาดีอย่างเขา
ด้วยเพราะเพียงเรื่องของตนเองก็เต็มพื้นที่สมองเสียแล้วเขาจึงไม่รู้ตัวเลยว่ายังมีดวงตาอีกคู่ที่คอยจับจ้องและเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นที่ระเบียงนี้
“ออกมาทำอะไรของนายแจจุง ไม่หนาวหรือไง? เดี๋ยวก็ไม่สบายพอดี” ยูชอนที่กำลังอารมณ์ดีเพราะมือขึ้นออกมาเดินตามหาจนเจออีกฝ่ายยืนจิบไวน์อยู่ที่ระเบียง เมื่อไม่มีการตอบรับเขาจึงก้าวตามออกไปด้วยความสงสัย “มองอะไรอยู่น่ะ?”
แต่ก่อนที่คนที่เพิ่งมาถึงจะทันได้ชะเง้อมองว่าเขามองอะไรอยู่ แจจุงก็หมุนตัวกลับ มือโอบเอวนั้นไว้แล้วพูดด้วยเสียงเย็นเฉียบ
“กลับกันเถอะ...ฉันเบื่อแล้ว”
To be con...
ขี้เกียจทำย่อหน้าแล้ว...
ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์ค่ะ =w=

ทั้งเกลียด ทั้งสงสารแจจุงจังเลยอ่ะ T^T
ตกลงเรื่องนี้ คู่ไหนหรอคะ?
อ่านแล้วไม่แน่ใจ ไม่กล้าฟันธง 555+
ท่าทางเรื่องจะลึกลับซับซ้อน
*ไร้ทเตอร์ สู้ๆค่ะ
สวัสดีปีใหม่ไทย ค่ะ ^^
#1 By Saiz~* on 2009-04-11 21:56