My Destiny - My Heart's Beating For You - ::1:: [TVXQ Fanfiction]
posted on 24 Apr 2009 14:22 by candyhouse in Iro
ตกใจกับคอมเมนต์ที่เพิ่มขึ้น
ขอบคุณมากนะคะ >
เอาไว้จะตอบอีกทีตอนลง SN (Sweetest Nightmare) ตอนต่อไป
ตอนนี้กำลังปั่นกันต่ออย่างมึนๆ ค่ะ
SN เป็นงานของสองคน คือ Yoi กับ Iro
ส่วนอันนี้เอามาคั่นเฉยๆ เป็นงานของ Iro คนเดียวค่ะ อารมณ์เฉื่อยๆ เหมือนเจ้าของ ฮ่าๆ
(งานของ Yoi คนเดียวก็มี เดี๋ยวคงขนมาลงเอง...แซบมากค่ะ)
ขอบคุณอีกครั้งนะคะ
เนื่องจากเป็นตอนแรก ลง Info ไว้ด้วยเลยก็แล้วกัน...จะได้เลือกได้ว่าจะอ่านหรือไม่อ่านดี
Title: My Destiny - My Heart's Beating For You -
Author: Iro [NO Yoi]
Pairing: YunJae vs Soul Fighters
Rating: PG
Genre: Drama (มั้ง...)
Author's Note: เพราะว่าเป็นฟิคอิงวง ก็เลยค่อนข้างจะทำงานหนักหน่อย มีอะไรผิดพลาดไปบ้างก็ขออภัยมา ณ ที่นี้นะคะ (; w ;)
My Destiny
- My Heart's Beating For You -
- 1 -
Iro
จะทำอะไร...ปล่อยนะ...ปล่อยฉัน...
...ปล่อย...
ทั้งมือที่ผลักไสหรือเสียงที่เอ่ยขับไล่...ทั้งหมดเหมือนอยู่ห่างไกลออกไป...
นั่นเป็นครั้งแรกที่ตัวผมได้ตระหนัก ว่าคำว่า หึงหวง นั้นเป็นอย่างไร...
บทเพลงที่ยังไม่สมบูรณ์นักค่อยๆ ดังขึ้น ในท่วงทำนองเหล่านั้นพวกเขาทั้งห้าคนจำได้ดีว่าจะต้องร้องท่อนไหนว่าอะไร ตรงไหนเป็นความรับผิดชอบของใครหรือแม้แต่ต้องใช้เสียงแบบไหน ร่างกายที่ต้องเคลื่อนไหวให้เข้ากับเสียงดนตรีผ่านการฝึกซ้อมมาอย่างหนัก จนวันนี้เรียกว่าขยับไปเองโดยที่แทบจะไม่ต้องคิดอะไรอยู่แล้ว
ที่ทุ่มเทถึงขนาดนี้ราวกับไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพราะแต่ละคนต่างรู้ดีว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น...เพราะพวกเขาต่างก็เชื่อมั่นว่ายังต้องไปอีกไกล วันนี้ถ้าทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดีก็จะช่วยกรุยทางให้อัลบั้มที่สองที่รออยู่ได้มาก ขอแค่ร้องและเต้นได้อย่างที่ฝึกซ้อมกันมาจนนับครั้งไม่ถ้วนได้ต่อหน้าคณะกรรมการก็พอแล้ว...
ทว่าทั้งๆ ที่ในแต่ละจังหวะพวกเขาควรจะต้องสัมผัสได้ถึงพลังของทั้งห้าคน...กลับมีหนึ่งที่หายไป
คิม จุนซูไม่รู้ว่าเขาเป็นคนแรกหรือไม่ที่รู้สึกอย่างนั้นขึ้นมา ภาพที่สะท้อนในกระจกเหมือนเป็นเรื่องโกหก เมื่อเหลียวไปมองเพียงเล็กน้อยก็รู้ได้ทันทีว่าสิ่งที่คิดว่าน่าจะคิดไปเองนั้นเป็นเรื่องจริงขึ้นมาเสียแล้ว
พริบตาที่เห็นเพื่อนร่วมวงคนสำคัญทรุดนั่งอยู่กับพื้น สมาธิทั้งหมดก็เป็นอันกระเจิดกระเจิงไม่มีเหลือ แต่ค่าที่ว่าฝึกซ้อมกันมาอย่างหนัก ร่างกายจึงไม่ถึงกับหยุดชะงัก ก่อนจะถอนสายตากลับมาเขาสบตาเข้ากับจอง ยุนโฮผู้เป็นหัวหน้าพอดี เวลาแค่ไม่ถึงเสี้ยววินาทีที่เขาได้เห็นแววตาของลีดเดอร์นั้น เป็นครั้งแรกที่มั่นใจเกินร้อยว่ายุนโฮรู้สึกอย่างไร...และนั่นไม่ต่างจากเขาเลย
ถึงขนาดนี้ ไม่ต้องมองหน้าคนอื่นที่เหลือก็รู้แล้วว่าแต่ละคนอยู่ในสภาพไหน ต่างคนต่างก็ต้องระงับจิตใจ บังคับตนเองให้เต้นจนจบเพลง คนหนึ่งที่หายไปคนนั้น สุดท้ายก็ยังอุตส่าห์พยายามทำให้ตอนจบสมบูรณ์จนได้
“แจจุง! แจจุง!”
ไม่มีใครหลงเหลือความรู้สึกตื่นเต้นหรือลุ้นผลจากการแสดงครั้งนี้เลยแม้แต่คนเดียว พวกเขาสี่คนที่เหลือกรูเข้าไปล้อมร่างนั้น มองร่างเพรียวที่กลับมานั่งคุดคู้กุมหัวเข่าของตัวเองด้วยสีหน้าทรมานเหลือแสนด้วยความตื่นตระหนก
“เป็นอะไรหรือเปล่า? เกิดอะไรขึ้น?” ต่างคนต่างก็ส่งเสียงถามกันให้วุ่น อารามตกใจทำให้ทำอะไรไม่ถูก ดูเหมือนจะมีก็แต่ยุนโฮเท่านั้นที่ตั้งสติได้เร็วกว่าเพื่อน
“ขอน้ำแข็งหน่อยครับ!” ทันทีที่เอ่ยออกไป น้ำแข็งที่ถามหาก็ถูกยื่นมาให้ คนที่ส่งมาไม่ใช่ใคร เป็นน้องเล็กของวงที่ไม่รู้ว่าไปเอามาตั้งแต่ตอนไหน แม้จะงุนงงกับความรวดเร็วอันนี้อยู่บ้างแต่ ณ วินาทีนี้ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าแจจุงอีกแล้ว
“ขอบใจ ชางมิน” ยุนโฮเอ่ยขอบคุณด้วยสีหน้าเคร่งเครียดก่อนรับมันมาประคบลงบนเข่าของแจจุง
“เป็นไงบ้าง? ลุกไหวไหม? ล้มหรือว่าอะไร?” ชายหนุ่มถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วง เขาจ้องและคอยสังเกตใบหน้าสวยนั้นเอาไว้ แจจุงกัดริมฝีปากแน่น ดวงตาปิดสนิท คิ้วทั้งคู่ขมวดมุ่น เป็นสีหน้าของคนที่อดทนต่อความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสเอาไว้
“ไม่..ไม่รู้...” น้ำตาหยดเล็กๆ ซึมออกมา เสียงที่ได้ยินสั่นเครือและแหบพร่าจนพลอยทำให้ใจไม่ดีหนักขึ้นไปอีก ลมหายใจเจือเสียงสะอื้นถูกผ่อนออกมาพร้อมคำอธิบาย
“ปวดมาก...เจ็บ...เจ็บจนลุกขึ้นไม่ได้เลย...ขอโทษนะ...ฉันขอโทษ...”
วินาทีที่เห็นหยดน้ำใสๆ ร่วงลงมาจากดวงตาที่แม้แต่จะเปิดมองเขาก็ยังทำไม่ไหวนั้น ยุนโฮก็ดึงอีกฝ่ายเข้ามากอดเอาไว้โดยอัตโนมัติ โอบมือลงไปบนหัวไหล่ที่สั่นเทา เขาสบตากับเพื่อนคนอื่น แค่นั้นก็รู้แล้วว่าผลงานวันนี้จะถูกประเมินออกมาอย่างไรก็ไม่สำคัญเท่ากับว่าแจจุงเป็นอะไรกันแน่
“พาฉันกลับบ้านของเราที...พาฉันกลับที...ขอร้อง” มือที่ขยุ้มเสื้ออยู่บนแผ่นหลังของเขาจิกแน่นขึ้นอีก ทั้งที่ท่าทางเจ็บหนักขนาดนั้นแต่ก็ยังพยายามเอ่ยข้อเรียกร้องนี้ออกมา ยุนโฮรับรู้ได้ถึงความสำคัญของคำขอนี้
“พักสักนิดหน่อย...เดี๋ยวฉันก็หายดีแล้ว...”
“พี่ควรจะไปโรงพยาบาลครับ” ใครคนหนึ่งพูดขัดขึ้นมา
“ชางมิน...” ยุนโฮเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของเสียง เด็กหนุ่มร่างสูงมองลงมาด้วยแววตาสงบนิ่ง
“พี่ยุนโฮควรจะพาพี่แจจุงไปตรวจที่โรงพยาบาลครับ” ชางมินย้ำ
“ไม่ต้อง ไม่จำเป็นหรอกยุนโฮ” แจจุงฮึดขัดกลับไปบ้าง “พาฉันกลับ ให้ฉันพักก็พอแล้ว เห็นไหม? ตอนนี้ก็ดีขึ้นหน่อยนึงแล้ว ขอร้องล่ะ”
ชายหนุ่มรู้สึกสับสน เขารู้ดีว่าคำแนะนำของชางมินมีเหตุผล และเป็นทางเลือกที่ดีอย่างมากสำหรับการป้องกันเอาไว้ก่อน แต่ตัวคนป่วยเองก็โยเยแบบนี้...
“งั้นเรากลับกันก่อน แล้วจะเอายังไงค่อยว่ากันอีกที” พูดจบเขาก็ช้อนร่างของแจจุงลุกขึ้นทั้งอย่างนั้น
“ทางนี้! ทางนี้!” จุนซูร้องบอกพร้อมทั้งวิ่งกลับมาหาก่อนจะพยายามช่วยประคองด้วยท่าทางเงอะๆ งะๆ อย่างคนทำอะไรไม่ถูก อีกด้านมีปาร์ค ยูชอนสมาชิกวงอีกคนช่วยดันประตูเปิดรอไว้ให้ ไม่นานหลังจากนั้น พวกเขาทั้งห้าก็กลับถึง ‘บ้าน’ โดยปลอดภัย
ยุนโฮวางแจจุงเอาไว้บนโซฟา แต่ละคนยังคงวิ่งกันวุ่นวาย ผู้จัดการที่ตามมาทีหลังก็มือเป็นระวิง ต้องติดต่อให้คำอธิบายกับทางต้นสังกัดไปพร้อมๆ กับดูแลพวกเขาทั้งหมดไปด้วย
“ผมไม่เป็นอะไรมากหรอกครับ พรุ่งนี้ก็ทำงานได้ตามปกติแล้ว เพราะงั้นไม่ต้องห่วง ทุกคนเองก็แยกย้ายไปเถอะ อาบน้ำอาบท่าซะจะได้เข้านอน” คำพูดของแจจุงทำให้ทุกคนต้องหันไปมองหน้า
“เชื่อสิ” เจ้าตัวพยายามจนพอจะเหยียดริมฝีปากยิ้มแกนๆ ออกมาได้บ้าง ถึงจุดนั้นไม่มีใครพูดอะไรได้ ใจก็ไม่อยากเชื่อ แต่เพราะลึกๆ แล้วก็ภาวนาว่าเรื่องนี้คงไม่กลายเป็นเรื่องใหญ่จึงออกอาการลังเลกันไปหมด
“ไม่ต้องห่วงครับ วันนี้พี่มีนัดไม่ใช่เหรอ? พวกผมจะช่วยกันดูแจจุงต่อเอง อีกอย่าง เดี๋ยวพี่จินอีก็กลับมาช่วยดูอีกแรงด้วย” ยุนโฮตัดสินใจในฐานะที่เป็นหัวหน้า เขาพยักหน้าให้ผู้จัดการ ไม่ลืมที่จะประกันความคิดของตัวเองด้วยชื่อของผู้จัดการอีกคนที่อยู่ในระหว่างเดินทางมาก่อนลุกขึ้นเดินนำเพื่อไปส่งที่หน้าประตู
“ไม่เป็นไรแน่เหรอ? สีหน้านายไม่ค่อยดีเลย” จุนซูที่นั่งอยู่บนพื้นคอยประคองถุงน้ำแข็งที่รับต่อมาจากยุนโฮ เขาเงยหน้าขึ้นเอ่ยปากถามเพื่อนด้วยความเป็นห่วง
“ไม่เป็นไร...คงจะเคล็ดเฉยๆ นั่นแหละ...เดี๋ยวก็คงหาย” เสียงที่ตอบกลับมาทั้งแผ่วเบาและแหบแห้ง ทุกคำที่พูดก็เพื่อปลอบใจทั้งตัวเองและคนอื่นๆ
“เอาไงดี? จะไปนอนพักก่อนไหม? อยากกินอะไรหรือเปล่า?” ชายหนุ่มอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆ วางมือลงมาบนไหล่ บีบนวดเบาๆ เพื่อให้กำลังใจ
“สั่งเลย เดี๋ยวยูชอนทำให้!” จุนซูเสริม
“เว่อร์กันไปได้...ฉันบอกแล้วว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้ก็หาย ลุกขึ้นมาทำอาหารเช้าให้พวกนายได้สบายๆ อยู่แล้ว”
“ก็นายมันเป็นคนดันทุรัง หน้าซีดได้ขนาดนี้ บอกว่ากระดูกหักฉันยังเชื่อเลย” ยูชอนย้อนกลับไปบ้าง
“ฮะๆ” แจจุงหัวเราะ
ไม่ทันจะได้พูดอะไรกันต่อ มือหนึ่งที่ยื่นเข้ามาอยู่ตรงหน้าพร้อมเม็ดยาสีขาวก็ทำให้ทุกคนเงียบ
“ยาแก้ปวดครับ รีบกินเถอะ...”
“ข..ขอบใจ ชางมิน” ร่างเพรียวรับมาแต่โดยดี จากนั้นจึงรับแก้วน้ำมาดื่มตาม การกระทำของน้องเล็กทำให้พี่อีกสองคนที่ยืนอยู่ก่อนได้แต่นิ่งอึ้ง...ทำไมพวกเขาถึงไม่คิดถึงเรื่องนี้มาก่อนนะ? บางทีคงเพราะอ่อนหัดกับเรื่องทำนองนี้มากเกินไปจนลืมเรื่องที่ควรทำและลืมคิดไปว่าแจจุงกำลังรู้สึกเจ็บปวดขนาดไหน พอคิดอย่างนั้นแล้วจุนซูก็นึกถึงครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้วที่จู่ๆ ชางมินก็เป็นลมล้มลงบนเวที ตอนนั้นเขาได้แต่ร้องไห้ ร้องเรียกชื่อชางมินที่หมดสติไปด้วยอาการตื่นตระหนก ใจคิดเตลิดเปิดเปิงไปไหนต่อไหน นึกว่าน้องเป็นอะไรไปเสียแล้ว...หากเทียบกับครั้งนั้น อย่างน้อยคราวของแจจุงคราวนี้จะว่าเขามีสติมากขึ้นก็คงได้
“ยอดไปเลยนะ...ขนาดฉันยังมัวแต่ตกใจจนลืมเรื่องนี้ไปเลยแท้ๆ” ยูชอนกอดอกเอียงคอมองหน้าฝ่ายอายุน้อยกว่าพร้อมทั้งเอ่ยคำชมระคนประหลาดใจออกมาตรงๆ
“ที่พวกพี่คอยชวนคุยให้หายเจ็บก็ดีแล้วครับ”
เมื่อได้ยินคำตอบของชางมิน จุนซูที่พยายามหาเหตุผลให้กับความรอบคอบจนเกินวัยของอีกฝ่ายรู้สึกเหมือนเจอทางตัน...แปลกจริงๆ ด้วย ปกติน่าจะคุยทับและจิกกัดเอาบ้างนิดๆ หน่อยๆ ไปแล้วแท้ๆ...ดูเหมือนว่าขณะที่เขากำลังไม่แน่ใจอยู่นี้ ฝ่ายมิคกี้ ยูชอนไม่คิดจะปิดบังความแปลกใจนั้นเลยสักนิด
“นายเองก็เคยล้มไปนี่นะ คงจะเข้าใจดี”
“คงอย่างนั้นครับ” ชางมินตอบเรียบๆ พอจบคำก็พอดีกับที่ยุนโฮเดินกลับเข้ามา
“เป็นไงบ้าง? เบาลงหรือยัง? หน้ายังซีดอยู่เลย เดี๋ยวกินยาแก้ปวดช่วยดีกว่านะ” ทันทีที่ลีดเดอร์พูดจบ คู่หูยูชอนจุนซูถึงกับหันมองหน้ากันก่อนจะเหลียวไปมองชางมินก็ยังยืนเงียบเสสายตามองไปทางอื่นเหมือนไม่คิดจะพูดอะไร
“คือว่า...ชางมินเพิ่งให้กินไปเมื่อกี้นี้เอง”
“อะ เหรอ?” เมื่อได้ฟังคำตอบจากคนป่วย ยุนโฮก็เลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจไปอีกคน “น้องเล็กของพวกเราก็พึ่งพาได้มากเหมือนกันนะ”
“น้อยๆ หน่อย ก็พวกฉันตกใจนี่” จุนซูท้วง...จริงด้วย ก็ตกใจจนจับต้นชนปลายไม่ถูกนี่นา แล้วถ้าแค่ขาเคล็ดก็ยังไม่เคยมีกรณีที่พวกเขาต้องกินยาเพื่อระงับอาการปวดเลยด้วย
“ฉันยังไม่ทันพูดอะไรเลยนะจุนซู” ยุนโฮหัวเราะก่อนหันไปพูดกับแจจุงอีกรอบ “คืนนี้นายเข้าไปนอนในห้องดีกว่า ฉันยกเตียงให้”
“เอ๋? แต่...”
“ยังจะมีแต่อะไรอีก นายเป็นคนป่วยไม่ใช่หรือไง? จะมานอนขดบนโซฟาทั้งๆ ที่ขาเป็นแบบนั้นเหรอ? เจียมสังขารหน่อยสิ” ชายหนุ่มใช้เสียงแข็งขึ้นเพื่อตำหนิ “พรุ่งนี้ถ้าไม่ดีขึ้นอย่างที่บอกล่ะก็ ฉันบอกไว้ก่อนเลยว่าต่อให้ต้องมัดมือมัดเท้า ฉันก็ต้องเอานายไปโรงพยาบาลให้ได้”
“อ..อืม...” แจจุงก้มหน้าส่งเสียงรับคำเบาๆ
“แล้วนี่ลุกไหวไหม? ไปอาบน้ำไหวหรือเปล่า?”
“เช็ดตัวเอาเถอะครับ” เป็นอีกครั้งที่ชางมินแทรกขึ้นมาเรียบๆ แต่ถ้อยคำที่เหมือนรู้ดีทุกอย่างทำให้พี่ๆ ที่เหลือต้องมองกันเป็นตาเดียว
“เอางั้นเหรอ?” ยุนโฮหันกลับไปถามแจจุง แต่ไม่ทันได้คำตอบชางมินก็พูดขึ้นมาอีก
“ผมจะไปเตรียมน้ำกับผ้ามาให้ครับ”
ด้วยสภาพนั้น แม้ดูเผินๆ เหมือนจะเป็นการมัดมือชกของชางมิน แต่แจจุงก็ไม่มีท่าทีจะคัดค้าน ดังนั้นยุนโฮจึงตัดสินใจอุ้มคนบนโซฟาเข้าไปในห้องนอนแล้วค่อยๆ วางลงบนเตียงของเขา ส่วนยูชอนและจุนซูไม่ได้ตามเข้ามาด้วย
“ก่อนหน้านี้ไปหกล้มมาหรือเปล่า? ขอโทษนะที่ฉันไม่ทันสังเกตเลยว่านายเจ็บขนาดนี้”
“เป็นความผิดของนายที่ไหนกัน” แจจุงหัวเราะแห้งๆ แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อก็ถูกขัดจังหวะเสียก่อน
ชางมินที่ถือของไว้ในมือข้างหนึ่ง ใช้อีกมือเคาะลงบนบานประตูที่เปิดค้างไว้แล้วจึงเดินเข้ามา เด็กหนุ่มไม่แสดงสีหน้าใดๆ ยื่นกะละมังใส่น้ำพร้อมทั้งผ้าขนหนูผืนเล็กที่แช่อยู่ในนั้นให้กับยุนโฮ
“ผมไปอาบน้ำนะครับ” พูดทิ้งไว้อย่างนั้นแล้วก็เดินออกไป ทิ้งให้พี่ทั้งสองมองหน้ากันอย่างงงๆ
“วันนี้ชางมินแปลกๆ อยู่นะ...” ร่างสูงวางกะละมังลงบนฟูกที่นอนด้านข้างอย่างระมัดระวังก่อนควานเอาผ้าขนหนูขึ้นมาบิด “แต่ก็ไม่ใช่ไม่ดีหรอก...จะว่าไปก็กำลังโตนี่นะ ขรึมๆ แบบนี้ก็ดูดีเหมือนกัน”
“...อืม...” แจจุงรับคำ ดวงตาสีน้ำตาลคอยมองทุกอากัปกิริยาของคนตรงหน้า “ทำไงได้ ก็เล่นโดนจุนซูแย่งคอนเซ็ปต์ไปดื้อๆ เลยนี่นา”
พอพูดเรื่องนี้ขึ้นมาทีไรพวกเขาก็อดหัวเราะขำออกมาไม่ได้ ยุนโฮที่ยังไม่หุบยิ้มเงยหน้าขึ้นมา ปลายนิ้วค่อยๆ แตะลงมาบนใบหน้าของเขา ปัดไรผมสีดำสนิทให้เปิดขึ้น อีกมือที่มีผ้าบิดหมาดยกตามขึ้นมาแล้วแตะลงบนหน้าผาก ซับเบาๆ จนเมื่อไล่ลงมาถึงดวงตาเขาก็หลับตาให้ เมื่อลืมตากลับขึ้นมาอีกครั้ง แจจุงก็ยังจ้องอีกฝ่ายไม่เลิก
“มีอะไรหรือเปล่า?”
เขาส่ายหน้าตอบ หลังจากเช็ดลงมาจนถึงคอ ยุนโฮก็หันไปชุบผ้าลงในน้ำอีกครั้ง
“ทำตัวชอบกลอีกคนแล้วนะนายนี่”
มืออุ่นคว้าข้อมือของเขา ดึงให้ยกแขนขึ้นแล้วค่อยๆ ใช้ผ้าลูบเบาๆ ไล่ไปจนเกือบถึงหัวไหล่ ชุบน้ำอีกที จากนั้นก็ทำแบบเดียวกันกับแขนอีกข้าง
“ถอดเสื้อสิ จะได้เช็ดตัวต่อ”
“อือ...” ร่างเพรียวรับคำ ใจจริงเขาไม่ค่อยอยากขยับตัวเท่าไรนัก ถือว่าโชคดีที่วันนี้เขาเลือกสวมเสื้อเชิ้ตจึงถอดได้ไม่ลำบาก เรียวนิ้วค่อยๆ แกะกระดุมไล่ลงไปจนถึงเม็ดสุดท้าย แต่จะถอดออกไปเลยก็กลับรู้สึกขัดเขินขึ้นมาจึงทำแค่เปิดเสื้อออกให้คนที่ตั้งใจจะเช็ดตัวให้พอเห็นได้ ยุนโฮเองก็ไม่ได้ทักท้วงอะไร ชายหนุ่มใช้ผ้าในมือลูบไปบนผิวขาวอย่างตั้งอกตั้งใจ
“เข่าเป็นยังไงบ้าง?” เขาถามขึ้นมา
“ปวดน้อยลงแล้วล่ะ...” แจจุงที่ก้มหน้าอยู่ตอบออกมาเบาๆ
“ฉันเปลี่ยนใจแล้ว”
“หือ?”
“ต่อให้พรุ่งนี้นายดีขึ้นแค่ไหน ฉันก็จะพานายไปตรวจที่โรงพยาบาลอยู่ดี”
“หา? ท..ทำไมล่ะ?” ใบหน้านวลเงยขึ้นมองหน้าเขาทันที “ฉันบอกแล้วไงว่าไม่เป็นไร ไปหาหมอเสียเวลาเปล่าๆ นะ”
“ไปหาหมอเป็นเรื่องเสียเวลางั้นเหรอ? คนที่จะพูดแบบนั้นออกมา มีแต่คนที่มีเรื่องปิดบังไว้เท่านั้นแหละรู้ไหม...”
“เปล่านะ ฉันไม่...” คำพูดแก้ตัวถูกกลืนหายไปเมื่อสบตา แจจุงเม้มริมฝีปากก่อนหันหน้าหนี “...ขอโทษ”
บรรยากาศเริ่มชวนให้อึดอัด แต่แล้วเสียงเคาะประตูก็กลายเป็นระฆังช่วย ทั้งคู่หันไปมอง เห็นชางมินในชุดนอนลายทางพร้อมผ้าขนหนูที่พาดไว้บนไหล่ยืนยกมือค้างไว้บนบานไม้ต้นเสียง
“ห้องน้ำว่างแล้วพี่ยุนโฮ...”
“เอ่อ...อืม...” คำพูดสั้นๆ กึ่งชี้นำบวกกับบรรยากาศที่ไม่ค่อยดีก่อนหน้าทำให้ยุนโฮลุกขึ้นอย่างง่ายดาย “ฝากดูแลแจจุงต่อด้วยนะ ยังเช็ดตัวไม่เสร็จ เดี๋ยวก่อนนอนฉันจะมาดูอีกที”
“ครับ” ชางมินตอบ มองตามหลังรุ่นพี่ที่เดินออกจากห้องไปพร้อมเสียงร้องถามคนข้างนอกว่าผู้จัดการอีกคนกลับมาถึงแล้วหรือยังก่อนจะเดินเข้าไปนั่งแทนที่
“เป็นยังไงบ้างครับ? ยาน่าจะออกฤทธิ์บ้างแล้วใช่ไหม?”
“อืม”
“พี่ยุนโฮเช็ดตัวให้ถึงไหนแล้วครับ?”
“หน้า แขน แล้วก็ช่วงตัวด้านหน้า”
ชางมินลุกเดิน ย้ายไปนั่งอีกด้านแล้วเอื้อมมือหยิบผ้าในกะละมังขึ้นมาบิด “หันหลังให้ผมหน่อยครับ แล้วก็ถอดเสื้อออกด้วย...”
แจจุงมีท่าทีอึกอักอยู่บ้างแต่สุดท้ายก็ทำตาม แผ่นหลังที่ซ่อนอยู่ใต้เนื้อผ้าขาวกระจ่างไร้ที่ติ ทำให้คนที่กำลังจะได้สัมผัสถึงกับชะงักไปอึดใจหนึ่ง
“พรุ่งนี้ ถึงพี่ยุนโฮจะไม่ตัดสินใจแบบนั้น ผมก็จะหาทางทำให้เขาต้องพาพี่ไปโรงพยาบาลให้ได้อยู่ดี...” ผ้าที่เปียกชื้นแตะลงบนผิวเนียน สิ่งที่เด็กหนุ่มพูดออกมาบอกให้รู้ว่าเจ้าตัวได้ยินบทสนทนาก่อนหน้าของพวกเขาพอสมควร
“ที่เป็นแบบนี้ พี่ที่ฝืนตัวเองจนทรุดก็คือคนที่ผิดเต็มๆ อยู่แล้ว...ส่วนพี่ยุนโฮ ก็ไม่ได้ผิดอะไรอย่างที่พี่พูดนั่นแหละ เพียงแต่ลึกๆ แล้ว...สำหรับผม พี่ยุนโฮก็ผิด...”
“เงียบเถอะชางมิน...ถ้าฉันสบายดี คงได้ตีนายไปสักทีสองทีแล้ว...”
“ตอบแบบนี้แสดงว่าพี่ก็รู้ว่าผมหมายถึงอะไร...”
...แสดงว่าพี่ก็อดคิดไม่ได้เหมือนกัน...
“ไม่ต้องแล้ว” แจจุงเอี้ยวตัวกลับมาแย่งผ้าขนหนูไป “นายไปนอนซะ ที่เหลือฉันทำเองก็ได้”
ฝ่ายที่ถูกตัดบทได้แต่กัดริมฝีปากสะกดกลั้นความรู้สึกของตนเองเอาไว้ก่อนตอบกลับไป “...ครับ"
เด็กหนุ่มล้มตัวนอนลงบนเตียงของตัวเอง หันหลังให้อีกฝ่าย...เขาได้แต่คิด...ตอนที่เห็นแจจุงล้มลงไป ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าสักวันมันต้องเกิดขึ้น แต่การคาดเดาก็ไม่ได้ทำให้เขาตกใจหรือเจ็บปวดน้อยลงเลย...
ทั้งๆ ที่เป็นแบบนั้น...ทั้งที่เจ็บมากพออยู่แล้ว แต่ทำไมตอนนี้...ถึงยังเจ็บมากขึ้นได้อีก...
To be con...