My Destiny - My Heart's Beating For You - ::2:: [TVXQ Fanfiction]
posted on 28 Apr 2009 20:10 by candyhouse in Iro
ขอโทษคุณ wikuln ด้วยที่จู่ๆ เราก็เด้งเรื่องนี้หายไปจากบลอกนี้ทีนึง
คือพอนั่งจ้องมันนานๆ แล้วเราก็เกิดคิดขึ้นมาว่า นี่ฉันเขียนอะไรลงไปเนี่ย! แล้วก็เกิดอาการผีเข้าผีออก กด draft มันซะเลย...ขอโทษจริงๆ นะคะ *ปาดเหงื่อ*
ตอนนี้กู้ตอนที่ 1 กลับมาแล้ว ลิงค์ลอยอยู่ทางขวามือ หรือไม่ก็กดเข้าหน้า page ที่ด้านบนก็ได้ค่ะ
ขอบคุณมากนะคะที่ถามถึง อายจัง... (; w ;")
สำหรับท่านอื่นที่หลงเข้ามา ก็ฝากเนื้อฝากตัวด้วยค่ะ
(Yoi คะ RB ของเธอ ถ้าเธอไม่ลงฉันจะลงให้เอง 555 เพราะฉันมันไม่มีคุณธรรม!!!)
My Destiny
- My Heart's Beating For You -
- 2 -
Iro
ลางสังหรณ์ของยุนโฮเป็นจริง...
เช้าวันต่อมา แจจุงที่ไม่แน่ว่าตื่นขึ้นมาคนแรกหรือปวดเข่าจนไม่ได้นอนนั้นแสร้งทำเป็นยิ้มและบอกว่าไม่เป็นไรแล้วทั้งที่ยังคงเดินกะเผลก เห็นกันตำตาขนาดนั้นใครจะไปเชื่อลง พวกเขาแห่กันพาร่างโปร่งไปโรงพยาบาล ผลวินิจฉัยของหมอทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนมีญาติที่กำลังอยู่ในอาการโคม่า...ซึ่งถ้าตีความกันดีๆ แล้วก็คงไม่ต่างกันเท่าใดนัก
รายละเอียดหรือคำอธิบายที่ยุ่งยากมากๆ นั้นค่อนข้างจะไม่เข้าหัวสักเท่าไร พวกเขารู้แค่ว่าเพื่อนร่วมวงคนสำคัญกำลังเจอกับปัญหาใหญ่อย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน หมอนรองกระดูกที่เข่าขวาแตก เป็นไปได้ว่าอาจจะเกิดอันตรายกันเอ็นและอาจมีเลือดคั่งอยู่ข้างในอีกด้วย
จากการตรวจดูคร่าวๆ หมอบอกว่าเป็นเพราะแจจุงปล่อยทิ้งเอาไว้นานเกินไปอาการถึงได้ลุกลามและเจ็บปวดขนาดนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องผ่าตัดสถานเดียว ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ยิ่งเร็วเท่าไรก็ยิ่งดี ไม่อย่างนั้นอย่าว่าแต่เต้นเลย แค่จะเดินก็อาจทำไม่ได้อีกต่อไปด้วยซ้ำ
“ฉันขอโทษ...” คนที่นั่งบนเตียงผู้ป่วยในห้องพักพิเศษพูดออกมาเบาๆ
ไม่มีใครตอบอะไรออกมาเลยทั้งที่อยู่กันพร้อมหน้า ตอนแรกเขาตัดสินใจพูดออกมาเพื่อทำลายบรรยากาศชวนอึดอัดจากการที่ไม่มีใครทำอะไรสักอย่างนอกจากนั่งหรือยืนอยู่เงียบๆ แต่กลายเป็นว่าตอนนี้พูดออกไปแล้วนอกจากจะไม่มีอะไรดีขึ้นยังทำให้เครียดหนักเข้าไปอีก
“ช่วยพูดอะไรกันหน่อยได้ไหม?!” แจจุงตวาดออกมาอย่างเหลืออด ทั้งที่รู้ดีว่าคนที่ควรโกรธไม่ใช่เขา “ฉันรู้! ฉันเข้าใจแล้วว่าฉันผิด ถ้าฉันระวังตัวให้มากๆ ก็คงไม่เป็นเรื่องใหญ่! ไม่ทำให้งานของพวกเราชะงัก! พวกนายจะด่าว่าฉันยังไงก็ได้ แต่อย่าทำแบบนี้กันได้ไหม?!”
แต่ทั้งที่พูดออกไปขนาดนั้นแล้วก็ยังไม่มีใครตอบสนองเขาเลย แจจุงหอบหายใจ ดวงตาร้อนผ่าวและแดงก่ำ มือกำแน่นจนฝ่ามือถูกเล็บฝังจนเป็นรอย ในที่สุดเขาก็คว้าหมอนบนเตียงขว้างใส่ยุนโฮที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุด
“ออกไปให้พ้น! ถ้าไม่มีอะไรจะพูดก็ออกกันไปให้หมด!”
ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจจะอาละวาดแท้ๆ...ทั้งที่รู้ดีว่าคนผิดก็คือตัวเอง แต่พอเป็นแบบนี้ ความเสียใจที่พยายามเก็บกดเอาไว้ก็เอ่อล้นออกมา เมื่อกำแพงที่ก่อเอาไว้พังลง น้ำตาก็ไหลออกมาไม่หยุด เขาเห็นยูชอนจูงมือจุนซูออกไปคนแรก ทนมองได้เพียงแค่นั้นก็ต้องซุกหน้าลงกับเข่า ไม่อยากเห็นห้องที่ค่อยๆ ว่างเปล่าจนไม่เหลือใคร
เขากำลังจะสูญเสียทุกอย่างใช่ไหม? เขาทำให้การงานทุกอย่างชะงัก ทำให้เสียเรื่อง เสียเวลา เป็นตัวถ่วงของทุกคนในช่วงเวลาที่สำคัญมากอย่างนี้ มิหนำซ้ำยังอาจจะเดินไม่ได้ เต้นไม่ได้ ทำงานไม่ได้...ต้องออกจากทงบังชินกิ...
แล้วตัวเขาหลังจากนั้นยังจะมีที่ไปอีกหรือ...?
เสียงประตูที่ดังขึ้นอีกครั้งยิ่งทำให้แน่ใจว่าเขาคงถูกทิ้งให้โดดเดี่ยวแน่แล้ว...เข่าที่ซบอยู่ว่าปวดจนแทบบ้า ก็ยังไม่เท่าความเจ็บที่สุมแน่นอยู่ในอกตอนนี้
เมื่อเหลือแต่ความเงียบงัน เขาก็ไม่คิดจะกลั้นเสียงร้องไห้อีก ทั้งรู้สึกสงสารและสมเพชเวทนาตัวเองที่ไม่คิดหน้าคิดหลัง ไม่ระมัดระวัง และทำตามใจจนเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา...
ตอนที่เริ่มเจ็บ เขาก็ไม่คิดว่ามันจะหนักหนาสาหัสอะไร ยิ่งเมื่อเห็นเพื่อนๆ มุ่งมั่นฝึกซ้อมกันอย่างหนัก โดยเฉพาะยุนโฮที่น่าจะซ้อมหนักกว่าเกือบสองเท่า ทั้งยังคอยดูและคอยแนะนำคนอื่นๆ ไปด้วย ทำให้เขายิ่งไม่กล้าบ่นหรือพูดถึง ทุกคนเองก็เหนื่อยและอาจจะปวดตรงนั้นเจ็บตรงนี้อยู่เหมือนกัน แค่ไม่ได้พูดออกมา ดังนั้นเขาจะอดทน เมื่อร่างกายปรับตัวได้แล้วก็คงจะหายไปเอง
ต้องพยายามให้มากกว่านี้...อยากจะให้ยุนโฮชม...อยากให้ดีใจ พอใจที่ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี...
...แต่วันนี้เห็นแล้วว่าเขาทำมันพังหมด ทั้งวง ทั้งชีวิตตัวเอง...
แจจุงไม่เคยร้องไห้หนักขนาดนี้มาก่อน เขานึกว่าตัวเองบ้าไปแล้วเสียด้วยซ้ำ หลังจากผ่านไปพักใหญ่จึงพอจะสงบจิตสงบใจลงได้บ้าง แต่ทั้งนี้จริงๆ แล้วก็เพราะร้องจนหมดแรงแล้วมากกว่า
ชายหนุ่มยังคงซุกหน้านิ่งอยู่อย่างเดิมจนกระทั่งน้ำตาหยุดไหล เลิกหอบ เลิกสะอื้น แต่ก็ยังไม่พร้อมที่จะเงยหน้าขึ้นรับแสงสว่าง
“ดีขึ้นบ้างหรือยัง?” เสียงอันคุ้นหูดังขึ้นพร้อมกับฝ่ามืออุ่นที่วางลงมาบนศีรษะ ดวงตาที่ซ่อนอยู่ในความมืดเบิกโพลง
...ยุนโฮ?...
“ขอโทษทีนะที่ไม่ได้ออกไปจากห้องอย่างที่นายคิด” มือนั้นค่อยๆ ลูบอย่างแผ่วเบาไปตามแนวเส้นผมของเขา พูดต่อด้วยน้ำเสียงนุ่มหูและอ่อนโยน “ฉันไม่รู้ว่าคนอื่นๆ คิดยังไง...แต่ฉันเองก็พูดไม่ออก มันเป็นเรื่องใหญ่...ใหญ่มาก ฉันต้องคิดอะไรเผื่ออีกหลายอย่าง แต่ก็ยังไม่แน่ใจ เลยไม่รู้ว่าจะตอบนายยังไงดี...แต่ฉันไม่ได้โกรธอะไรนายเลยนะ”
แจจุงพูดอะไรไม่ออก ที่จริงเขารู้สึกเหมือนถูกจับใส่ในโหลแก้วแล้วเขย่าๆ จนตกใจและมึนงงไปหมด...ยุนโฮไม่ได้ออกไป อยู่ในนี้ตลอด...ได้ยินและเห็นเขาที่ร้องไห้เหมือนคนเสียสติอย่างนั้นเหรอ?!
“นั่งท่านั้นต่อไปนานๆ ไม่เข้าท่านะแจจุง นายเอนตัวลงนอนดีๆ ดีกว่า” ยุนโฮย้ายมาแตะที่ไหล่ ออกแรงเล็กน้อยเพื่อดันให้เขานอนลง แต่คนที่ยังนั่งคุดคู้ยิ่งเกร็งไม่ยอมให้ทำได้หนักเข้าไปอีก
“นี่ อย่างน้อยก็เห็นแก่เข่านายเถอะ จะบอกว่าไม่เจ็บแล้วหรือไง?” ชายหนุ่มพยายามเกลี้ยกล่อม
“ไม่เอา!” เมื่อแรงที่ฝืนตัวของเขาชักจะมากขึ้นจนเกือบต้านไม่อยู่ แจจุงก็ร้องออกมา
“ฉันบอกแล้วไงล่ะว่าขอโทษที่ไม่ได้ออกจากห้องไป นายเลิกคิดมากเถอะน่า ใครมาเป็นนายตอนนี้ก็ต้องร้องไห้ทั้งนั้นแหละ!” ดูเหมือนยุนโฮจะพอเดาได้ว่าเขาคิดมากเรื่องอะไร จริงๆ แล้วด้วยแรงที่มี อีกฝ่ายสามารถบังคับเขาให้นอนดีๆ ได้ไม่ยาก แต่คงเพราะคอยระวังเรื่องอาการบาดเจ็บของเขากระมังถึงได้ไม่กล้าทำอะไรมากนัก
หลังจากยื้อกันไปมาในสภาพนั้นได้ครู่ใหญ่ ในที่สุดฝ่ายคนสบายดีก็ชักจะหมดความอดทน
“คิม แจจุง! ถ้านายยังจะรั้นอยู่อีก คราวนี้ฉันได้โกรธนายจริงๆ แน่!”
พอได้ยินเสียงเข้มจริงจังของหัวหน้าเขาก็สะดุ้ง แจจุงยังนั่งนิ่งอยู่ท่าเดิม จนสักพักก็ส่งเสียงอ่อยๆ อย่างยอมแพ้ออกมา “เอาทิชชู่ให้ฉันก่อน...”
แวบแรกยุนโฮถึงกับยืนอึ้งด้วยความงง แต่เมื่อเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไรก็เกือบจะกลั้นหัวเราะไม่อยู่ เขาหันไปหยิบเอากล่องทิชชู่มาแล้วเคาะๆ ลงบนหลังมือขาวที่ยังกอดเข่าแน่น
“เอากระจกด้วยไหม?” เขาอดแหย่ไม่ได้
“ไม่ตลกเลยนะ...” แจจุงเอ่ยเสียงอู้อี้ก่อนใช้มือข้างนั้นควานดึงกระดาษเยื่อบางสีขาวหายเข้าไป ทำแบบเดิมอยู่อีกหลายรอบ แถมยังมีเสียงสั่งน้ำมูกให้ได้ยินเป็นระยะ ในที่สุดยุนโฮก็ทนไม่ไหวจนส่งเสียงหัวเราะออกมา
“ไอ้บ้า! อย่ามาขำนะ!” ปกติเขาจะไม่พูดจาหยาบคายกับยุนโฮเด็ดขาด แต่ครั้งนี้เห็นทีจะไม่ได้
“โทษที” พูดเหมือนสำนึกอย่างนั้นแต่ก็ยังไม่หยุดอยู่ดี
หลังจากเช็ดหน้าเช็ดตาเตรียมตัวจนน่าจะพอดูเป็นผู้เป็นคนบ้างแล้ว แจจุงก็เงยหน้าขึ้นมา ดวงตาสีเข้มคู่สวยหรี่ลงเนื่องจากยังไม่ชินแสง บนตักมีทิชชู่ยับยู่ยี่สุมอยู่กองหนึ่ง ทั้งตา ปลายจมูก และแก้มเป็นสีแดงจัด
“เอ้า นอนๆ” ยุนโฮไม่รอให้อีกฝ่ายพูดอะไร เขาจัดหมอนที่เพิ่งวางคืนที่ไปก่อนหน้าไม่นานลวกๆ ร่างสูงค่อยๆ ใช้มือทั้งสองข้างประคองให้คนบนเตียงเอนกายลงนอนอย่างระมัดระวัง
“เอากระจกไหม?” แล้วก็ถามขึ้นมาหน้าซื่อ
แจจุงไม่ตอบ แต่สายตาที่มองกลับมาก็มากพอที่จะบอกว่าชักเคืองขึ้นมาจริงๆ แต่แล้วบรรยากาศกึ่งอลหม่านทั้งหมดก็สลายหายไปในพริบตาเมื่อยุนโฮมองกลับมาด้วยแววตาอ่อนโยน
“ฉันไม่คิดว่าจะมีใครโกรธนายนะ...ยิ่งพวกเราเองด้วยแล้ว...” เขาถอนหายใจเบาๆ “คนที่เจ็บปวดกับเรื่องนี้ ทั้งกายและใจ ก็คือนายไม่ใช่เหรอ?...อย่าโทษตัวเองอีกนะ”
ได้ยินอย่างนั้น คนฟังก็ถึงขั้นน้ำตารื้นขึ้นมาอีก แต่เขายังไม่ลืมว่าก่อนจะซบหน้าร้องไห้ไปขนาดนั้นเกิดอะไรขึ้น “แต่ว่ายูชอนกับจุนซู...”
ทว่าไม่ทันพูดจบเขาก็ได้ยินเสียงประตูเปิด
“อ้าว ชางมิน ทำไมมายืนอยู่ตรงนี้?” จากนั้นก็เป็นเสียงของจุนซู
...ชางมิน?...
ชางมินก็อยู่ด้วยเหรอ?...ตั้งแต่ตอนไหน?
แม้ว่าเสียงแรกที่ได้ยินจะเป็นของคิม จุนซู แต่คนที่โผล่พ้นมุมห้องเข้ามาให้เห็นก่อนกลับเป็นปาร์ค ยูชอน
“อ้าว เย็นลงแล้วสินะ” พอเห็นหน้าเขา อีกฝ่ายก็ทักอย่างนั้นทันที “ฉันกับจุนซูออกไปคุยกับหมอมาอีกรอบ อยากเข้าใจรายละเอียดทั้งหมดเท่าที่ทำได้ เข่าของนายอาการหนักแล้วจริงๆ หมออยากจับนายผ่าซะตอนนี้เลยด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้ยังอยู่ในระหว่างตัดสินใจแล้วก็ตระเตรียมอะไรหลายๆ อย่าง ฉันถามหมอว่างั้นระหว่างนี้นายทำอะไรได้บ้าง หมอบอกว่านายควรจะนั่งหรือนอนเฉยๆ แล้วก็...หลังผ่าตัดอาจจะต้องพักฟื้นอีกอย่างน้อยสามเดือน และขาของนายก็ไม่ได้ฟื้นร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนเดิม ถ้าทำอะไรหนักๆ หรือไม่ระวัง ก็อาจจะช่วยอะไรไม่ได้อีก”
แจจุงถึงกับเงียบ เรื่องที่คิดไว้ตอนที่ร้องไห้วนกลับเข้ามาในหัว...อย่างนี้ต่อให้เขาผ่าตัดแล้วเดินได้เหมือนเดิม แต่ก็คงได้แต่ถ่วงคนที่เหลือเอาไว้อยู่ดี เวลาตั้งสามเดือนทำอะไรได้ไม่รู้ตั้งกี่อย่าง แล้วหลังจากนั้นก็อาจจะทำกิจกรรมต่างๆ ได้ไม่เต็มที่เหมือนเดิมอีกด้วย
“แต่ฉันถามเผื่อมา...” ยูชอนเปรยขึ้นอีกครั้งด้วยใบหน้าเรียบเฉย “ถ้านายไม่อยากจะนั่งรอเฉยๆ ปล่อยเวลาให้เสียไปเปล่าๆ นายจะกลับบ้านไปอยู่กับพวกเราก่อน ทำนั่นทำนี่สักนิดสักหน่อยก็ได้ แต่ต้องระวังไม่ให้เข่ารับภาระหรือโดนกระทบกระเทือนมากไปกว่านี้ ซึ่งก็หมายความว่า...”
ทันใดนั้นจุนซูก็กระโดดออกมาแล้วชูบางอย่างให้ดู “นายต้องใช้ไม้ค้ำนี่ช่วยเดินเท่านั้นไงล่ะ!”
“พวกนายนี่...สปอยล์หมอนี่ซะอย่างนั้นเลยนะ...แล้วนั่นไม่เป็นไรแน่เหรอ?” ยุนโฮบ่นสวน จุนซูรีบอ้างชื่อหมอตอบกลับไปทันที
“ฉันเตือนไว้ก่อนเลยนะ ว่าคราวนี้นายได้เจ็บทั้งเข่าทั้งรักแร้แน่ แล้วก็ ไม่มีการต่อรองแล้วนะ ถึงเวลาที่ทุกอย่างพร้อม ยังไงนายก็ต้องมาผ่าตัดให้เรียบร้อย” ยูชอนเสริมขึ้นมาอีกทีพร้อมรอยยิ้มหนักใจ
“รีบๆ หายล่ะ”
สิ้นคำของเพื่อน น้ำตาก็ร่วงลงมาจากขอบตาที่แดงช้ำและร้อนผ่าวอย่างไม่สามารถห้ามได้ ทั้งซาบซึ้ง มีความสุขและเจ็บปวดใจไปพร้อมๆ กัน...เขาถามตัวเองขึ้นมา ว่าทำไมเขาถึงไม่เชื่อในตัวเพื่อน? ทำไมเขาถึงไม่เชื่อว่าทุกคนจะอยู่เคียงข้างเขา...
“อ้าว เห็นไหมยูชอน ฉันบอกแล้วให้นายบอกดีๆ มาทำเซอร์ไพรส์กับเรื่องงี้ได้ไง แจจุงร้องไห้เลย” จุนซูหันไปโทษเพื่อน
“ทันทีเลยนะ ไม่รู้ว่าใครกันที่เมื่อสองนาทีก่อนยังพยักหน้าเห็นดีเห็นงามด้วยอยู่ที่หน้าห้อง”
“ต้องไม่ใช่ฉันแน่ๆ!” ว่าแล้วก็ชิ่งเดินหนีไปหาคนป่วยที่ข้างเตียง เห็นแบบนั้นยูชอนก็ส่ายหน้าแล้วเดินตามไป
แจจุงที่ได้แต่ยกมือขึ้นปิดหน้าตัวเองเอาไว้พยายามกดเสียงสะอื้น เอ่ยบอกเพื่อนด้วยเสียงสั่นเครือ
“ขอบคุณนะ”
ไม่มีใครพูดอะไร สองคนคู่หูหันไปมองหน้าลีดเดอร์พร้อมยิ้มให้ ยุนโฮพยักหน้าตอบน้อยๆ แทนคำขอบคุณก่อนหันไปหาคนที่ยังนอนร้องไห้อยู่บนเตียง
“เอาทิชชู่กับกระจกไหม?” เขาพูดขึ้น
“อย่าทำให้ฉันต้องด่านายนะยุนโฮ!” แจจุงขึ้นเสียงกลับมาทั้งที่ยังไม่ยอมเอามือที่ปิดใบหน้าตัวเองออก ทุกคนถึงกับกลั้นหัวเราะไม่อยู่
“จะห่วงอะไรนักนะ เราต้องอยู่กันไปอีกนาน แค่หน้าตาตอนร้องไห้ ไม่มีใครคิดมากหรอก” มือใหญ่วางทาบลงมาบนไหล่ ตบเบาๆ อีกสองสามที ก่อนที่อีกมือจะดึงกระดาษทิชชู่มาแตะลงบนหลังมือเรียวให้พอรู้ แจจุงยอมยกมือข้างหนึ่งออกมาหยิบมันแปะลงบนใบหน้า
แชะ!
ดวงตาคู่ใสที่เคลือบด้วยน้ำตาเบิกค้าง เสียงนั้นดังมาจากโทรศัพท์มือถือของยูชอนที่จ่ออยู่ตรงหน้า
“วินาทีแห่งความทรงจำเลยนะเนี่ย...” จุนซูที่ยื่นหน้าเข้ามาดูหน้าจอพึมพำอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว
“พวกนาย...!” เขาชี้หน้า แจจุงลืมสังขารตัวเองหมดสิ้น ซ้ำยังพยายามเอื้อมมือออกไปแย่งของในมืออีกฝ่าย ติดก็แต่โดนยุนโฮขวางเอาไว้
“เฮ้ย! ใจเย็นๆ” ชายหนุ่มร่างสูงอดหัวเราะออกมาไม่ได้ แต่แจจุงที่เขาล็อคตัวเอาไว้ด้วยการกอดยังคงดิ้นกุกกัก
“ลบออกเลยนะยูชอน! เฮ้! นี่ ฉันบอกให้ลบรูปเมื่อกี้ออกไปเลยไงล่ะ! ไม่งั้นฉันจะเอามือถือนายทิ้งลงชักโครกให้ดู!”
“ก็เรื่องของนายสิ พยายามเข้าแล้วกัน!” เจ้าของชื่อที่เขาล้งเล้งใส่ยืนท้าทายโบกมือให้อยู่ข้างหลังยุนโฮอีกที
“แจจุง ระวังหน่อยสิ เดี๋ยวแทนที่จะได้กลับบ้านนายก็ได้นอนค้างโรงพยาบาลแทนหรอก” หัวหน้าวงยังคงพยายามดักทางและล็อคตัวคนในอ้อมแขนอย่างแข็งขันพร้อมหาทางกล่อมไปด้วย “ยอมหน่อยน่า รู้สึกรูปที่ออกมาก็น่ารักดีนะ ฉันเห็นอยู่แว้บนึง”
“นายก็พูดได้สิ!”
“ดูดีจริงๆ นะ!” ยุนโฮพูดไปส่งเดช ที่จริงเขาไม่ได้เห็นเลยสักนิดเดียว
“พวกนายแกล้งฉัน!”
“นิดเดียวเองน่า” พูดจบเขาก็ขยับแขนทั้งคู่ เปลี่ยนจากการควบคุมอีกฝ่ายมาเป็นการกอด ฝ่ามืออุ่นทาบไปบนแผ่นหลังที่ร้อนผ่าวจากการอาละวาดที่ผ่านมา ปลายจมูกซุกลงบนเส้นผมสีดำสนิทเมื่อเขาก้มหน้าเพียงเล็กน้อย ฝ่ายที่ถูกกอดถึงกับนิ่งอึ้ง
“รีบหายนะแจจุง...” เสียงนั้นทั้งอบอุ่นและอ่อนโยน ก่อนจะพูดต่อ...
“จะได้ไปตามล่าเอามือถือยูชอนไปทิ้งชักโครกได้ไง”
“เฮ้ย! พูดงี้ได้ยุนโฮ!” คนถูกอ้างถึงโวยวายด้วยเห็นแววเดือดร้อนครั้งใหญ่ ส่วนจุนซูหัวเราะเสียงดังลั่นจนน้ำตาไหลแทบล้มลงไปกองกับพื้น
เมื่อเห็นหัวหน้าเล่นมุกกับเขาบ้างแจจุงถึงกับหยุดอาการทุกอย่าง เขากะพริบตาปริบๆ มองยูชอนกับจุนซูก่อนจะพลอยหัวเราะออกมาอีกคน อ้อมกอดของยุนโฮกระชับแน่นขึ้น เขากอดตอบ ความเศร้าเสียใจที่อัดแน่นเต็มอกเมื่อครู่เหมือนเป็นเรื่องโกหก
ดวงตาสีเข้มละจากการพยายามมองหน้าชายหนุ่มร่างสูง เขานึกถึงใครบางคนที่ยังไม่เห็นหน้าเลยตั้งแต่ตอนที่เขายอมเงยหน้าขึ้นมาจากเข่า แจจุงมองข้ามไหล่ของยุนโฮ เลยไปจนถึงมุมห้องก่อนถึงประตู แล้วก็เจอคนที่มองหา...
ชางมินยืนอยู่ตรงนั้น...ทั้งดวงตาและใบหน้า นิ่งสนิท ไม่แสดงความรู้สึกใดๆ...ความรู้สึกแปลกใจและไม่เข้าใจ ทำให้มือขาวที่เอื้อมกอดอยู่บนแผ่นหลังของลีดเดอร์เผลอกำเสื้ออีกฝ่ายแน่น รอยยิ้มและเสียงหัวเราะพลันจางหายไป
...ทำไม...ทำไมล่ะชางมิน?...
นายไม่ได้อยากให้ฉันหายหรอกเหรอ...?
To be con...
ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์ค่ะ :-D

#1 By kAp๐M on 2009-04-28 20:50