Bolero - Voice of Grace - [TVXQ Fanfiction] -2-
posted on 12 May 2009 00:20 by candyhouse in Iro
ตอนสอง...ปั่นไว...เลยรีบมาลงไว้...
ฮือ...
ขอบคุณล่วงหน้านะคะ
Title: Bolero - Voice of Grace -
Author: Iro
Pairing: YooSu
Rating: PG-13
Genre: Drama
Author's Note 1: ในตอนที่ 2 นี้...จะมีเรื่องประหลาดอยู่เรื่องหนึ่งค่ะ (ฮา) เนื่องจากเซ็ตติ้งของเรื่องนี้ ควรจะเป็นเกาหลีนั่นแหละ แต่จู่ๆ ก็จะมีชื่อเพลงภาษาญี่ปุ่นโผล่ขึ้นมาเสียอย่างนั้น จริงๆ จุดนี้ ทีแรกเนื้อเพลงที่ได้แปลลงไปถึงได้พยายามแปลเป็นภาษาไทยทั้งหมด ไม่ว่าจะภาษาอะไรก็ตาม แต่ตอนนี้กลายเป็นเลี่ยงไม่ได้เพราะต้องมีการเอ่ยถึงชื่อเพลง ยังไงขออนุโลมตรงนี้ไว้นะคะ แหะๆ
Author's Note 2: ไม่ว่าจะอะไรก็ตามที่ตัวละครพูดในตอนนี้ เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเท่านั้นนะคะ
Bolero
- Voice of Grace -
- 2 -
Iro
คิม จุนซูกลอกตามองไปรอบๆ ห้อง...เป็นห้องที่กว้างและดูโล่งมาก แม้จะมีกล่องใบใหญ่มากมายที่ยังถูกผนึกด้วยเทปกาวสีน้ำตาลวางระเกะระกะไปทั่วก็ตาม
ชั้นวางของที่ตั้งไว้มุมห้องด้านหนึ่งยังว่างเปล่า โซฟาตัวยาวถูกถมด้วยกองกระดาษ หมอน และหนังสืออีกนับสิบเล่ม ด้านที่ต่อกับระเบียงกั้นด้วยประตูเลื่อนที่เป็นกระจกใสทั้งบาน ยังไม่มีม่าน แสงจากภายนอกสาดเข้ามาได้อย่างเต็มที่ มีเสียงดนตรีเบาๆ เปิดคลอเอาไว้ มาจากเครื่องเสียงที่ตั้งอยู่ข้างๆ ตู้ไม้สูงที่ยังไม่ได้แกะพลาสติกหุ้มออกจากมือจับเสียด้วยซ้ำ นอกนั้นก็มีประตูเชื่อมต่อกับห้องอื่นๆ อีกสามบาน...แต่มีบางสิ่งที่สะดุดตาของเด็กหนุ่มมากพอสมควร
ในมุมอีกด้านที่อับแสง มีเปียโนแบบอัพไรท์เก่าๆ ตั้งเอาไว้...จุนซูอดคิดไม่ได้ว่าแปลก ห้องนี้ก็น่าจะราคาแพง อีกฝ่ายคงได้เงินถุงเงินถังมาจากการแต่งเพลงดังๆ มากพอที่จะหาที่อยู่ใหม่ดีๆ ได้ ในเมื่อเป็นแบบนั้น หากเป็นนักแต่งเพลง มิหนำซ้ำยังดูเหมือนจะชอบเล่นเปียโน ก็น่าจะขยักเงินเอาไว้ซื้อแกรนด์เปียโนสักตัว ไหนๆ ห้องนี้ก็กว้างและเหมาะซะขนาดนี้แล้ว
เสียงกุกกักจนถึงขั้นตึงตังที่ดังจากด้านหลังทำให้เขาต้องเหลียวไปมอง เจ้าของห้องกำลังรวบหนังสือและกองกระดาษจากโซฟาย้ายไปถมลงบนโต๊ะรับแขกเตี้ยๆ ตรงหน้าแทน
“เอ้า มานั่งนี่ก่อนสิ”
จุนซูอดขมวดคิ้วกับพฤติกรรมทำอะไรขอไปทีอย่างนั้นไม่ได้...ถึงอย่างนั้นเขาก็เลือกที่จะเก็บคำแล้วเดินไปนั่งลงโดยไม่ปริปากพูดอะไรให้เป็นการหาเรื่อง
“ดื่มอะไรดี?”
“น้ำเปล่า...”
“จะขออย่างอื่นก็ได้นะ ฉันไม่วางยาหรอก”
“น้ำเปล่าที่อุณหภูมิห้อง...ดีกับคอที่สุดแล้ว” จุนซูตอบอีกครั้งพร้อมทั้งขยายความด้วยเสียงเรียบๆ ดูเหมือนปาร์ค ยูชอนจะนิ่งไปเล็กน้อยก่อนเอ่ยกลับมา
“งั้นก็รอสักครู่”
เมื่ออีกฝ่ายเดินหายเข้าไปในห้องที่จัดแบ่งเอาไว้เป็นครัวกับที่รับประทานอาหารแล้ว เขาก็เริ่มมองสำรวจไปรอบๆ อีกครั้ง แต่ไม่เหลืออะไรให้สังเกตอีกต่อไปแล้ว เด็กหนุ่มเปลี่ยนมาตั้งใจฟังเสียงบรรเลงเปียโนที่เปิดคลออยู่แทน เขาอดแปลกใจไม่ได้ที่ไม่เคยได้ยินมันมาก่อน คุ้นสักนิดหรือก็ไม่ ทั้งๆ ที่เขาเป็นคนฟังเพลงเยอะ...บางทีอาจจะเป็นเพลงที่อีกฝ่ายแต่งเองก็เป็นได้
ไม่นานร่างสูงโปร่งของเจ้าของห้องก็เดินกลับเข้ามา แก้วใสทรงสูงถูกส่งให้ จุนซูรับมาไว้ในมือ ส่วนยูชอนที่ถือแก้วกระเบื้องหนาสีดำควันกรุ่นก็นั่งลงอีกด้านของโซฟา
“ผู้จัดการบอกอะไรมาแล้วบ้าง?”
เด็กหนุ่มที่เพิ่งเอื้อมมือออกไปวางแก้วลงบนที่ว่างอันแสนน้อยนิดบนโต๊ะหันไปมองหน้าคนข้างๆ “บอกว่าจะพามาพบคุณ...”
“แค่นั้นเหรอ?”
เพราะคนถามท่าทางไม่ต้องการคำตอบ เขาจึงไม่พูดอะไรกลับไป ยูชอนจิบเครื่องดื่มในมือก่อนเอื้อมมือออกไปวางทิ้งไว้บนโต๊ะใกล้ๆ กันแล้วบิดตัวเอนพิงกับที่วางแขน ทำหน้าเหมือนกำลังใช้ความคิดจากนั้นจึงเหลือบตากลับลงมามองเขาตรงๆ
“ชอบร้องเพลงมากไหม?”
“ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้นแล้ว” จุนซูตอบกลับไปทันที
“ชอบเพลงแบบไหน?”
“ยังไงก็ได้”
ยูชอนหยุดไปอึดใจหนึ่ง
“เพลงที่ชอบฟังกับเพลงที่ชอบร้องล่ะ...เหมือนกันไหม?”
“เพลงที่ชอบร้องก็คือเพลงที่ชอบฟังนั่นแหละ และผมก็ฟังเพลงทุกแนว”
“เพื่อเรียนรู้ให้มากที่สุดล่ะสิ...”
จุนซูไม่ตอบ...แน่นอน ถ้าต้องตอบย่อมเป็นคำว่าใช่...ทั้งๆ ที่ควรจะภาคภูมิใจกับความตั้งใจและใฝ่รู้ของตัวเอง แต่ ณ วินาทีนี้อะไรบางอย่างทำให้เขาไม่รู้สึกอย่างนั้น...
“ฉันเองก็ฟังเพลงเยอะเพื่อแบบนั้นเหมือนกัน” ยูชอนพูดขึ้นมาแล้วก็เงียบ ต่างฝ่ายต่างไม่พูด จุนซูไม่รู้ว่าตัวเองควรจะต้องพูดอะไรอีกหรือเปล่า ถ้ามีเขาก็คงเขลาเกินกว่าจะนึกออก น่าแปลกที่ชักจะรู้สึกแย่มากขึ้นทุกที เขาเกลียดสายตาของคนตรงหน้าอย่างบอกไม่ถูก เหมือนจะบอกว่าเข้าใจความคิดของเขาทะลุปรุโปร่งไปหมด
“ตอนนี้ถ้าให้ร้องเพลง จะร้องเพลงอะไร?”
เด็กหนุ่มนิ่งคิดนิดหนึ่งก่อนจะตอบชื่อซิงเกิ้ลล่าสุดของตัวเอง “Forever Love...”
“เพราะอะไร?”
“เป็นเพลงที่ร้องได้ดี”
“ร้องให้ฟังหน่อยสิ”
เขาสบตาคนขอ ไม่คิดอยู่แล้วว่าจะขอฟังเพราะชอบเพลงหรือประทับใจในตัวเขา...จุนซูรู้ตัวว่านี่คือการทดสอบ แม้จะไม่รู้ว่าจุดประสงค์ที่ลึกไปกว่านั้นคืออะไร แต่เขาก็ตั้งใจจะทำให้อีกฝ่ายยอมรับในความสามารถของเขาตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไปให้ได้
ไม่ว่าจะอีกสักกี่ครั้ง ผมก็จะส่งไปให้
สิ่งนั้นที่คุณเฝ้าค้นหา
ความลังเลใจทั้งหมดจะได้มลายหายไป
แล้วมีชีวิตอยู่ต่อกับรักอันเป็นนิรันดร์
จุนซูเลือกร้องท่อนคอรัสที่ติดหูและค่อนข้างต้องใช้พลังทันที เขามั่นใจและแน่ใจว่าไม่พลาดแม้แต่นิดเดียว ไม่ว่าจะเนื้อเพลงหรือทำนองเพลง ทั้งหมดนั้นสมบูรณ์แบบ ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่มีท่าทีอะไรเป็นพิเศษจากปาร์ค ยูชอน
“เพลงนี้เป็นเพลงที่ดีมากรู้ไหม...ทั้งทำนองแล้วก็เนื้อเพลง...”
ทำไมถึงพูดอย่างนั้น?...จุนซูเกิดคำถามขึ้นในใจ...การที่อีกฝ่ายพูดแบบนั้นออกมา ก็เหมือนถามเขาว่ารู้จักเพลงนี้หรือเปล่าไม่ใช่หรือไง...การที่เป็นเจ้าของเพลง เป็นคนร้องเพลงนั้นจนโด่งดัง ถูกถามแบบนี้ทำให้เขายิ่งตั้งแง่และรู้สึกว่าอีกฝ่ายเสียมารยาทกับตัวเองมากขึ้นไปอีก
“ผมรู้” เด็กหนุ่มตอบเสียงห้วน แต่ดูเหมือนยูชอนจะไม่ได้ใส่ใจกับความไม่พอใจที่แฝงไปในน้ำเสียงเลยสักนิด
“งั้นก็คงเพราะมันห่างไกลจากตัวนายเกินไป หรือไม่ก็ไม่พยายามจะเข้าใจ...” ชายหนุ่มพึมพำ “แย่กว่านั้นคือไม่ได้คิดเลยด้วยซ้ำ...”
“ทำไม? ผมร้องไม่ดีหรือไง?” จุนซูถามตรงๆ อย่างเหลืออด...ในสถานการณ์นี้ กับเรื่องนี้ สำคัญกับเขาจนไม่สามารถอ้อมค้อมได้
“ร้องดีเหรอ? นั่นสิ...นายร้องเพราะนะ เพราะมาก...แต่กับคำว่าร้องดี ฉันเองก็ไม่แน่ใจ”
ร่างเพรียวรู้สึกเหมือนโดนหาเรื่อง
“มีอะไรก็พูดมาตรงๆ เลยสิ!” เขาท้า
“ไม่มีทางหรอก ดื้อแบบนี้ พูดอะไรไปก็คงไม่รับ”
“จะมากไปแล้วนะ เราเพิ่งเจอกันครั้งแรก คุณจะไปรู้อะไร?”
ยูชอนนิ่งไปบ้าง “พูดแบบนั้นก็ใช่...” เขาลุกขึ้นจากโซฟา “งั้นก็ตามฉันมานี่”
อีกฝ่ายก้าวฉับๆ นำไปดื้อๆ จนฝ่ายคนตามแทบจะปรับอารมณ์ไม่ทัน จุนซูตามยูชอนเข้าไปในห้องห้องหนึ่ง เมื่อเจ้าของห้องเปิดไฟถึงได้รู้ว่าเป็นห้องทำงาน ทั้งคีย์บอร์ด คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อีกมากมายจัดวางเอาไว้จนดูแออัด
“เราจะอัดเพลงกัน...”
“อะไรนะ?” จุนซูถึงกับหน้าตาตื่น
“ไม่ได้จริงจังขนาดนั้นหรอก ขอโทษที่ต้องถามแบบนี้...แต่ร้องเพลงที่ฉันแต่งได้บ้างหรือเปล่า?” พูดไปมือก็เตรียมการต่างๆ ไปด้วย
“เอ่อ...ได้” จุนซูตอบไปด้วยอาการลนก่อนจะนึกได้ว่าเพลงที่อีกฝ่ายแต่งและเขารู้จักส่วนใหญ่เป็นเพลงของคิม แจจุงทั้งนั้น...ถึงจะรู้ว่าร้องได้ แต่การให้มาร้องเทียบกันให้คนที่แต่งมันขึ้นมาฟังนั้นไม่ตลกเลยสักนิด
“เอาเพลงอะไร?” ยูชอนถามกลับมาอีกที มือหนึ่งยังวุ่นวายอยู่กับคอมพิวเตอร์ ส่วนอีกมือก็ควานหาไมโครโฟนไปด้วย
“Kissしたまま、さよなら...”
ทันใดนั้น ทุกอย่างก็นิ่งงันราวกับถูกหยุดเวลา
กินเวลาไปสองสามอึดใจคนที่ชะงักถึงเริ่มขยับ ชายหนุ่มละมือจากคอมพิวเตอร์ ยืนขึ้นและหันมามอง
“ได้ฟังเพลงนั้นด้วยเหรอ? ทางฝั่งนายก็ทำการบ้านมาดีเหมือนกันนี่...”
“เพื่อไม่ให้คุณคาดหวังเกินไปผมก็จะบอกตรงๆ ตั้งแต่ตอนนี้ ผมเพิ่งได้ฟังเพลงนั้นก่อนมาที่นี่แค่นั้นเอง”
“งั้นก็ดี น่าจะยิ่งเห็นชัดขึ้น”
เขาไม่ได้ถามต่อว่าหมายถึงอะไร พยายามอดทนเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายคงไม่ยอมบอกง่ายๆ
“ถ้าเป็นเพลงนั้นฉันจะใช้คีย์บอร์ดเล่นให้ คงไม่ถือนะที่ไม่ได้เซตระบบหรือมีอุปกรณ์ดีๆ มากพอให้”
“ตามสบายเถอะ” จุนซูตอบพร้อมทั้งรับเอาไมโครโฟนมา ยังนึกอยู่ว่าดีแค่ไหนแล้วที่ไม่เป็นไมค์แบบที่ติดมากับหูฟัง
ถึงแม้จะเกิดขึ้นอย่างปุบปับและอยู่ภายใต้ความงุนงงของเขา แต่สำหรับจุนซูที่ใช้ชีวิตอยู่กับเสียงดนตรีมาตั้งแต่จำความได้ ทั้งยังได้รับการฝึกสอนและเรียนมาจากผู้เป็นแม่โดยตรงตั้งแต่ยังเด็กทำให้ไม่มีปัญหาอะไรกับการร้องเพลงที่เพิ่งรู้จักเพลงนี้เลย แม้ว่าจะต้องขอเนื้อเพลงเอาไว้ดูบ้าง แต่นอกจากนั้นแล้ว สำหรับเขาก็คิดว่าไม่มีอะไรบกพร่อง
“ส่งไอพอดมาสิ”
ยูชอนเชื่อมเจ้าอุปกรณ์ขนาดเล็กที่ขอไปจากเขาเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ของตัวเอง หลังจากทำอะไรบางอย่างอยู่ครู่หนึ่งก็ถอดส่งคืน
“วันนี้พอแค่นี้แหละ โทรเรียกผู้จัดการให้มารับได้เลย กลับไปก็ลองฟังทั้งสองเพลงที่ฉันให้ไปดูซะ” เอ่ยจบ คนพูดก็เดินสวนออกไปด้านนอกทันที ทิ้งให้คนฟังได้แต่ยืนถือของที่เพิ่งได้คืนมาด้วยอาการงุนงงหนักเป็นสองเท่า จุนซูพยายามตั้งสติแล้วรีบวิ่งตามออกไป
“นี่ ผมจะทนไม่ไหวแล้วนะ!” เด็กหนุ่มคว้าไหล่อีกฝ่าย ดึงให้หันมาหาตัวเอง ความสุภาพที่เคยมีเริ่มหดหาย “ทำไมจะต้องเสียเวลาขนาดนั้นด้วย? บอกมาสิว่าผมมีอะไรไม่ดี บอกมาตรงๆ เลยไม่ได้หรือไง?”
ยูชอนดึงมือของเขาออกอย่างใจเย็นและยังจับมันเอาไว้แน่น “งั้นก็ทำตามที่ฉันบอกสิ แค่นี้ไม่เข้าใจหรือไง?”
“มันไม่ใช่เรื่องเดียวกันสักหน่อย ที่ผมมาวันนี้ก็เพื่อมาตกลงเรื่องเพลงไม่ใช่เหรอ? ตกลงคุณจะแต่งเพลงให้ผมหรือเปล่าก็พูดมาเลยสิ”
“เพราะแบบนั้นฉันถึงได้ดูอยู่นี่ไงล่ะ ว่าจะทำงานกับคนอย่างนายได้ไหม อย่าให้ฉันต้องตัดชื่อนายออกไปในสภาพนี้จะดีกว่า” ดวงตาสีเข้มที่จ้องเขาแฝงแววดุดันไม่พอใจ ข้อมือข้างที่ถูกจับเอาไว้ถูกดึงจนต้องเข้าไปใกล้
“คิม จุนซู...นายน่ะ...แค่ดูก็รู้แล้วว่าไม่เคยลำบากกับอะไรเลย...ที่จริงฉันรู้เรื่องของนายหลายเรื่อง แต่ก็รอเจอตัวจริง เผื่อว่าจะดีกว่าที่คิด...แต่ไม่ใช่เลย...มันแย่กว่าที่ฉันคิดเสียอีก” ยูชอนยังคงจ้องมองเขาด้วยดวงตาเช่นนั้น จุนซูถึงกับขยับไม่ได้ จู่ๆ ทั้งตัวก็เย็นวาบ
“นายฟังเสียงของฉัน ฟังเสียงของแจจุง แล้วรู้สึกยังไง? เคยฟังโดยไม่มีทิฐิที่สูงเสียดฟ้านั่นหรือเปล่า?” มือข้างนั้นบีบเขาจนเจ็บ “ทุกคนผ่านอะไรมามากมาย แล้วนายล่ะ? นายรู้ว่าโลกนี้สวยงามยังไงใช่ไหม? แต่ไม่รู้ว่ามันสกปรกยังไง...ถ้าไม่ใช่เพราะพ่อกับแม่ของนายคอยคุ้มหัว ฉันก็อยากรู้ว่าจะยังทำยิ้มไร้เดียงสาอย่างนั้นได้ไหม...”
“คุณ...พูดอะไร...” เด็กหนุ่มแทบเค้นเสียงไม่ออก นัยน์ตาที่สะท้อนเงาของเขายิ่งเย็นชามากขึ้น
“ทางต้นสังกัดของนายเสนอให้ฉันเขียนเพลงให้ ฉันก็เลยขอไปเองว่าให้พานายมาหาฉันก่อน แล้วจะเป็นยังไงต่อค่อยว่ากันอีกที...เขาย้ำกับฉันเหลือเกินว่าห้าม แตะต้อง นาย...เข้าใจหรือเปล่าล่ะว่าหมายถึงอะไร?”
จุนซูเงียบ พยายามจับต้นชนปลายและตีความหมายสิ่งที่ได้ฟัง
“สำหรับฉัน...มันน่าขำมากรู้ไหมคิม จุนซู...ในขณะที่พวกเขาทะนุถนอมนายสารพัด กลับกลายเป็นทำให้นายไม่รู้จักอะไรเลย ไม่แม้แต่จะคิดระวังตัวเอง...ไม่เคยเสีย และไม่เคยได้อะไร” ทันใดนั้น มืออีกข้างของชายหนุ่มก็ทาบลงมาบนหน้าอกของเขา ไล้ไปตามลำตัว ผ่านเอวอ้อมไปด้านหลังแล้วโอบเอาไว้แน่น
“เสียงของนายเพอร์เฟ็คต์ สวยงาม ไม่มีที่ติ...แต่รู้อะไรไหม? ไม่สิ คงไม่รู้หรอก ใครจะไปกล้าบอก...” ใบหน้านั้นเคลื่อนเข้ามาใกล้ จุนซูได้แต่ยืนตัวแข็งทำอะไรไม่ถูก เขากลัวสิ่งที่กำลังจะได้ฟัง แต่ไม่สามารถปิดหูหรือหลีกหนีได้
“เสียงของนายไร้ที่ติ...แต่ที่เพลงของนายติดชาร์ตไม่นานเท่าที่ควรทั้งๆ ที่มันก็เพราะซะขนาดนั้น...ก็เพราะมัน ไร้ความรู้สึก ไงล่ะ...” รอยยิ้มที่ทำให้เด็กหนุ่มยิ่งเกิดความรู้สึกกลัวผุดขึ้นบนริมฝีปากนั้นบางๆ
“ไม่มีจิตวิญญาณ ไม่มีความรู้สึก เป็นแค่คำที่พูดออกมาเป็นทำนอง ถึงร้องสดก็เนี้ยบทุกท่อน ทุกจังหวะ ทุกตัวโน้ต...นายไม่ได้ผิดหรอกนะที่ทำได้ดีขนาดนั้น...แต่มันแค่ยังไม่ใช่”
จุนซูรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังหน้ามืดตาลาย ลมหายใจก็เหมือนกับถี่ขึ้น เขาเถียงไม่ออก ทั้งเพราะตกใจจนตั้งตัวไม่ติดและไม่สามารถกลั่นกรองเพื่อหาช่องว่างปกป้องตัวเองได้
“เด็กเอ๋ยเด็กน้อย...คิม จุนซูที่น่ารัก คิม จุนซูที่ไร้เดียงสา...เคยมีความรักหรือยังล่ะ? เคยจูบหรือยัง? เคยมีเซ็กซ์หรือเปล่า? แล้วเคยสูญเสียอะไรไปบ้างไหม? เคยทรมานจนแทบจะเป็นบ้าบ้างหรือยัง?” ยูชอนหัวเราะในลำคอ
“ไม่เคยเลยสักอย่างใช่ไหมล่ะ? ฉันถึงได้บอกไงว่านายมันน่าสงสาร...” มือที่เคยโอบและจับเขาเอาไว้ผละออกไปทันที “โทรเรียกผู้จัดการซะ แล้วก็กลับไปฟังเพลงที่ฉันให้ไป...”
จุนซูจำไม่ได้เลยว่าหลังจากนั้นเขาเป็นอย่างไร หรือทำอะไรต่อบ้าง แต่ที่แน่ๆ เขาคงโทรเรียกผู้จัดการมาตามที่อีกฝ่ายบอกสำเร็จ เพราะหลังจากนั้นไม่นาน เขาก็ขึ้นไปบนรถตู้คันเดิมกับที่นั่งมา
ทุกอย่างเหมือนถูกย้อมเป็นสีเทา โลกของเขาถูกทำให้สั่นคลอน คำพูดมากมายของปาร์ค ยูชอนที่ถล่มใส่ลงมาในเวลาเพียงไม่กี่นาทีนั้นทำให้เด็กหนุ่มไม่สามารถหนีออกจากมันได้
สิ่งที่อีกฝ่ายพูด...เป็นความจริงหรือเปล่า...?
เขามองผู้จัดการที่นั่งอยู่ด้านหน้า...จู่ๆ ก็รู้สึกขึ้นมา ว่าถึงถามออกไปก็คงจะได้ฟังแต่สิ่งดีๆ...ต่อให้เขาโง่แค่ไหน เขาก็ยังอยากได้ยินความจริง ไม่ใช่ปลอบกันไปแล้วไม่ได้อะไร
การร้องเพลง สำคัญกับเขามาก...
ร่างเพรียวหยิบเอาไอพอดของตัวเองออกมาจากกระเป๋า...คงมีแค่สิ่งนี้ที่จะให้คำตอบแก่เขาได้...
นายฟังเสียงของฉัน ฟังเสียงของแจจุง แล้วรู้สึกยังไง? เคยฟังโดยไม่มีทิฐิที่สูงเสียดฟ้านั่นหรือเปล่า?
มือของเขาสั่น...ถึงกระนั้นก็ยังสามารถใส่หูฟังและกดหาเพลงที่ถูกใส่เข้ามาใหม่ได้
JJ – Kiss 4:52
JS – Kiss 4:49
YC – Kiss 6:20
ทั้งหมดสามเพลง แต่ที่เอ่ยว่าสอง คงเพราะ ‘YC - Kiss’ ที่เป็นหนึ่งในนั้นเขามีอยู่แล้ว จุนซูตัดสินใจฟังไฟล์ที่เป็นของเขาก่อนโดยเดาเอาจากตัวย่อ JS
เขาไม่เคยกลัวการที่ต้องฟังเพลงที่ตัวเองร้องเท่านี้มาก่อน กลัวที่จะได้ยินเสียง กลัวว่าจะเจอจุดผิดพลาด กลัวไปหมดทุกอย่าง แม้ฟังจนจบและไม่พบจุดบกพร่อง ความกลัวเหล่านี้ก็ยังไม่ยอมหายไป...กลับยิ่งอัดแน่นในอกจนแทบหายใจไม่ได้
เมื่อฟังส่วนของตัวเองจนจบแล้ว จุนซูก็พยายามแข็งใจเลือกฟังไฟล์ต่อมา คราวนี้เป็น JJ - Kiss...เดาได้ตั้งแต่ตัวย่อว่าน่าจะเป็นใคร ยิ่งได้ยินเสียงก็ยิ่งแน่ใจ...นั่นเป็นเสียงของคิม แจจุง ไม่ผิดแน่...และดูเหมือนว่าวิธีอัดเสียงก็จะไม่ได้ต่างจากตัวเขาวันนี้สักเท่าไร
เขาหลับตาแล้วฟังเพื่อสัมผัสมันให้มากที่สุด พยายามลดอคติที่มีลงแม้จะยากลำบากมาก และเขาก็รู้ว่าลดมันลงไปได้ไม่เท่าไร...
บรรดาผู้คนที่เปลี่ยวเหงา
บรรดาผู้คนที่อ้างว้าง
ไม่เคยคิดว่าวันเช่นนั้นจะมาถึง...
และเพียงแค่พูดคุยกันต่อไป...
อะไรบางอย่างเหมือนกับสั่นสะเทือนเข้ามาในจิตใจ...จุนซูรู้สึกไม่ค่อยดี ไม่รู้ว่าเพราะเขายังช็อคจากการถูกตอกหน้ามาหรือเพราะอะไรกันแน่ แต่บางท่อนในเพลงทำให้เขาหายใจได้ไม่คล่องเอาเสียเลย เหมือนมีบางสิ่งค่อยๆ ตีขึ้นมา
เด็กหนุ่มฟังมันจนจบ ดวงตาร้อนผ่าวและแดงก่ำ แต่เขาไม่รู้ตัวและไม่รู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง ตอนนี้ ถึงไฟล์สุดท้ายแล้ว...ไฟล์เดิมที่เขาเคยฟังมาก่อน จุนซูหลับตาลงอีกครั้ง ตั้งใจฟังตั้งแต่อินโทรเพลง
บนเส้นทางที่ทอดยาว ซึ่งไม่มีคุณอยู่ด้วยกันอีกต่อไปแล้ว
ผมทำได้เพียงจุมพิตเพื่อบอกลา...
น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นลงมา เขาลืมตาขึ้น มองออกไปนอกหน้าต่าง มองเห็นป้ายโฆษณาอันใหญ่ เป็นใบหน้าอันสวยงามที่เขาไม่เคยทำใจให้ชอบลง
และหลังจากนี้ก็คงจะทำใจให้ชอบลำบากมากขึ้นอีก...
ขณะเดียวกันเสียงของคนที่พูดเรื่องโหดร้ายกับเขาก็ยังคงดังจากหูฟังอันเล็กจ้อยอย่างต่อเนื่อง...น้ำตาร่วงลงมา...และร่วงอีกจนนับไม่ถ้วน...
บรรดาผู้คนที่เปลี่ยวเหงา
บรรดาผู้คนที่อ้างว้าง
ทำได้เพียงร่ำไห้...ร่ำไห้...ร่ำไห้...
จะมีทางใดนอกจากลืมเลือน...?
To be con...
ตอบคุณ pattybluet - ขอบคุณมากนะคะ จริงๆ เจ้าตัว(SuiShou)คอมเมนต์เรียบร้อยแล้ว (ยาวมากจนเรายังตกใจ ฮา) ในบอร์ดที่เราเอาไปลงเอาไว้ให้เค้าน่ะค่ะ อา...นึกไม่ออกนอกจากขอบคุณ งั้นขอบคุณอีกทีนะคะ
ตอบคุณ chebi - ขอบคุณมากๆ เช่นกันค่ะ เอามาลงต่อแล้ว (เร็วไปมั้ย...ฮา) จะพยายามค่า
тндйк[o・ω・]人[・ω・o] уoц★彡

ว่าน้องจุนซะเสีย....
น่าติดตามๆ อยากรู้ว่าเค้ามีเบื้องหลังอะไรกัน
แต่อย่าแกล้งจุนจังนะ แบ๊วๆยั่งงั้นไปนะแหละดีแล้วฮับ
อัพไวๆเน้อ.... รออยู่~
#1 By คุณนายปาร์ค (222.123.43.157) on 2009-05-12 11:14